พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ควรรักษาไว้

ผมได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการประเมินผลงานมาพอสมควร เวลาเขียนถึงเรื่องนี้ทีไร ก็มักจะมีคำถามมาจากท่านผู้อ่านว่า ถ้าผลงานพนักงานออกมาแย่มาก องค์กรควรจะทำอย่างไรดีกับพนักงานคนนั้น

สิ่งที่องค์กรไทยๆ ส่วนใหญ่ทำกันก็คือ ปล่อยให้พนักงานคนนั้นทำงานต่อไปเรื่อยๆ ที่สำคัญก็คือ ไม่เคยบอกพนักงานคนนั้นเลยว่า ผลงานที่ออกมานั้นไม่ดีอย่างไร และจะต้องปรับปรุงอย่างไร พอไม่มีใครมาพูด หรือมาแจ้งผลงานของตนเอง พนักงานคนนั้นก็คิดว่าผลงานของเขาอยู่ในเกณฑ์ดีแน่นอน เพราะหัวหน้าไม่ได้พูดอะไรที่ไม่ดี และไม่ได้แจ้งผลงานอะไรให้เขาทราบ พอเป็นแบบนี้พนักงานก็จะทำงานแบบเดิม ก็คือแบบที่หัวหน้ารู้สึกว่าแย่ ไปเรื่อยๆ แล้วหัวหน้าก็จะมานั่งบ่นทุกวัน วันแล้ววันเล่า ว่าลูกน้องผลงานไม่ดีเลย ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

บางองค์กรที่โหดหน่อย ก็จะใช้มาตรการให้ออกกันเลยครับ ใครที่ผลงานออกมาไม่เข้าตา หรือเห็นแล้วว่าไม่ดีจริงๆ สิ่งที่องค์กรวางนโยบายไว้ก็คือ ให้พนักงานคนนั้นออกจากการเป็นพนักงานของบริษัท โดยยินดีจ่ายค่าชดเชยทุกอย่างตามกฎหมาย บางแห่งก็ให้มากกว่าด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่อยากให้คนแบบนี้อยู่ทำงานต่อ เพราะจะทำให้คนอื่นแย่ไปด้วย และพนักงานคนอื่นจะมองว่าองค์กรยังคงรักษาพนักงานที่ผลงานไม่ดีไว้ พนักงานที่ทำดีก็จะรู้สึกไม่เป็นธรรม และจะเริ่มไม่อยากทำดีอีกต่อไป

คำถามก็คือ พนักงานแบบไหนกันแน่ที่องค์กรไม่ควรจะรักษาไว้ มีกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า Hire slow, fire fast ซึ่งแปลว่า เวลาจะสรรหาคัดเลือกพนักงานเข้าทำงานนั้นให้ดูให้ดี ดูนานๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่จะให้พนักงานออกเนื่องจากผลงานไม่ดีนั้น ให้เอาออกให้เร็วที่สุด อย่ายึกยักไปมา เพราะจะทำให้เกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย แล้วพนักงานแบบไหนบ้างที่องค์กรควรจะเอาออกอย่างเร็วที่สุด ลองมาดูกันครับ

  • พนักงานที่ปล่อยเกียร์ว่าง เราจ้างพนักงานมาทำงาน โดยให้ค่าจ้าง แค่พนักงานรับค่าจ้างแล้วปล่อยเกียร์ว่าง กล่าวคือ ไม่แสดงความอยากทำงานเลย แถมยังไม่มีใจที่อยากจะทำงานอีกด้วย พนักงานแบบนี้พฤติกรรมที่แสดงออกอย่างชัดเจนก็คือ เวลามอบหมายงานอะไรไป ก็มักจะไม่ทำ ค้านหัวชนฝา อ้างว่างานเยอะอยู่แล้ว ชักสีหน้ารำคาญ รวมทั้ง แสดงสีหน้าให้เราเห็นว่าเบื่อสุดๆ พนักงานลักษณะนี้ผลงานจะไม่ออกมาให้เราเห็นเลยครับ ทั้งผลงานและพฤติกรรมไม่มีอะไรให้เราเห็นว่าคุ้มค่ากับค่าจ้างที่เราให้ไป แบบนี้ให้เอาออกให้เร็วที่สุดเลยครับ
  • พนักงานที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับการทำงานในบริษัท พนักงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทำงานโดยที่มีพฤติกรรมบางอย่างไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมหลักขององค์กร เช่น องค์กรเน้นเรื่องการให้บริการเป็นเลิศ แต่พนักงานกลับไม่เคยมีจิตใจที่รักงานบริการเลย หรือ องค์กรเน้นเรื่องของการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว แต่พนักงานกลับทำตัวต่อต้านการเปลี่ยนแปลงซะเอง หรืออาจจะมีพฤติกรรมที่เฉื่อยชา เช้าชามเย็นชาม ทำงานเรื่อยๆ แบบนี้ก็จะไม่สอดคล้องกับองค์กรที่ขับเคลื่อนผลงานด้วยความรวดเร็ว และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นต้นครับ
  • พนักงานที่ทำงานมานานมาก แต่ผลงานไม่ออกเลย เคยเจอพนักงานแบบนี้มั้ยครับ ไม่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมในการทำงาน อยู่ในองค์กรได้อย่างดี แถมอยู่มานานด้วยครับ แต่ไม่เคยเห็นผลงานอะไรเลย บางครั้งผลงานที่ออกมาก็มีแต่ความผิดพลาด หัวหน้าจะต้องแก้ไขอยู่ตลอดเวลา พนักงานในลักษณะนี้จะเห็นในองค์กรแบบไทยๆ มากหน่อยครับ ก็คือ พฤติกรรมไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไร แต่ผลงานไม่ดี คนไทยใจดี ก็ปล่อยให้อยู่ไปเรื่อยๆ เขาก็อยู่ของเขาไป และหัวหน้าก็เริ่มไม่ใช้งาน หรือใช้งานแต่งานที่ไม่มีความสำคัญอะไร

สังเกตนะครับว่า พนักงานทั้ง 3 ลักษณะข้างต้นนั้น ไม่ใช่พนักงานที่มีความผิดอะไรในเรื่องของกฎระเบียบข้อบังคับใดๆ เลย ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวถึงพนักงานที่ทุจริต ทำผิดระเบียบบ่อยๆ แบบนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าออกแน่นอน แต่ประเภทที่ผมกล่าวมาข้างต้นต่างหาก ที่องค์กรบ้านเรามักจะไม่ค่อยพิจารณามาตรการในการจัดการพนักงานกลุ่มนี้ และมักจะปล่อยปละละเลยให้ทำงานต่อไปเรื่อยๆ

ซึ่งหารู้ไม่ว่า ผลร้ายมีมากกว่าผลดีนะครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง ถ้าเรารักษาพนักงานกลุ่มนี้ไว้อย่างดี

  • พนักงานกลุ่มนี้จะกลายเป็นเนื้อร้าย ที่ค่อยๆ แทรกซึม และแพร่เชื้อพฤติกรรมที่ไม่ดีให้กับพนักงานคนอื่นๆ ต่อไป เพราะเขาสามารถคุยได้เลยว่า ที่เขาทำแบบนี้องค์กรไม่เห็นมีมาตรการอะไรเลย แถมยังรักษาเขาไว้อย่างดีอีกด้วย ดังนั้นพวกเราไม่ต้องทำดีอะไรมากมายหรอก ทำแค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว
  • คนเก่งจะค่อยๆ ทยอยออกจากบริษัทไป บางองค์กรเพิ่งมาค้นพบสาเหตุว่า ที่คนเก่งๆ ออกจากบริษัทไปนั้น หรือคนที่เราฝึกมาอย่างดีแล้วออกจากบริษัทไปโตที่อื่นนั้น ก็มีสาเหตุมาจากการที่เรารักษาคนไม่เหมาะสมไว้ในบริษัทที่แหละครับ พนักงานที่เก่ง จะรู้สึกได้ว่า องค์กรไม่ได้บริหารโดยเน้นไปที่ผลงาน แต่เน้นไปที่อะไรก็ไม่รู้ ซึ่งจะทำให้คนเก่งรู้สึกไม่เป็นธรรม เพราะขนาดคนที่ไม่ทำงานองค์กรยังรักษาไว้ขนาดนี้เลย
  • พนักงานจะเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็คือ เริ่มใสเกียร์ว่างกันมากขึ้น และผลงานขององค์กรก็จะไม่ออก องค์กรโตช้าลง หัวหน้างาน หรือผู้จัดการเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องลงมือทำงานเอง เนื่องจากลูกน้องไม่ทำ หรือไม่ไว้ใจให้ลูกน้องทำ

เห็นผลกระทบมั้ยครับว่า ถ้าเรารักษาคนผิดไว้ในองค์กร จะก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวต่อองค์กรเป็นอย่างมาก ผลเสียเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนครับ แต่จะค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว เหมือนมะเร็งร้ายที่ค่อยๆ ลามไปเรื่อย โดยที่เจ้าของร่างกายไม่รู้ตัว พอถึงเวลาที่รู้ตัว องค์กรก็อยู่ไม่ได้แล้ว จะรักษาก็ไม่ทันแล้ว

ผมไม่ได้แนะนำให้เราบริหารงานแบบโหดร้าย ไร้ความปราณีนะครับ ถ้าเราคิดว่าจะรักษาพนักงานกลุ่มนี้ไว้ให้ทำงานต่อไป แปลว่าองค์กรจะต้องมีมาตรการในการพัฒนาพนักงานกลุ่มนี้อย่างเข้มข้น ให้สร้างผลงานที่ดีขึ้น และจะต้องวางระบบการให้รางวัลที่ตอบแทนผลงานกันอย่างถึงพริงถึงขิงกันเลย เพราะสองระบบนี้จะทำให้พนักงานที่มีผลงานไม่ดี รู้ตัวเอง และน่าจะช่วยให้เขาพยายามพัฒนาตัวเองได้ เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

จะว่าไปผมก็เคยลองมาแล้วนะครับ พัฒนาคนที่ไม่เหมาะกับองค์กรนี่แหละครับ สุดท้ายก็ไปกันไม่รอดครับ เพราะเขาไม่ใช่สำหรับองค์กรเราจริงๆ พอเราให้เขาออกไป กลับกลายเป็นว่า เขาไปได้ดีที่อื่นเลยครับ ปัจจุบันพนักงานคนนี้เป็นถึงผู้บริหารใหญ่โตของบริษัทอื่นไปแล้ว แต่ถ้าเขายังอยู่กับบริษัทผมก็คงยังเกียร์ว่างอยู่ตลอด

Advertisements

6 คิดบน “พนักงานแบบไหนที่องค์กรไม่ควรรักษาไว้

  1. เรียนสอบถามครับว่าแล้วระหว่างพนักงานที่ เวลางาน 08:00 มา 09:00-09:30 ประจำ แต่ performance ดีเยี่ยมมาตลอด ให้ความร่วมมือดี รับผิดชอบงานดี ทำงานเสร็จก่อนกำหนด อัธยาศัยดี กับพนักงานที่ 08:00 – 17:00 เป๊ะ !! ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ แบบนี้ควรตัดสินใจอย่างไรดีครับ?

    ผมกำลังประสบอยู่เลยครับ

    • ผมคิดว่ามันคนละประเด็นกันครับ เราต้องแยกประเมินออกเป็นเรื่องๆ ไปครับ ผลของงานก็ว่ากันในเรื่องผลงานที่ได้มา ส่วนถ้าองค์กรมีการให้วัดเรื่องของเวลาในการทำงานด้วย ก็ต้องประเมินแยกกันครับ จะได้ไม่สับสนด้วยครับ
      อีกอย่างก็คือ พนักงานบางคนแม้ว่าผลงานจะดีมาก แต่มาทำงานสาย ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของพฤติกรรมการทำงานครับ แม้ว่าผลงานจะไม่ตก และพฤติกรรมการทำงานสายนั้น จะส่งผลให้พนักงานคนอื่นที่ผลงานไม่่ค่อยจะดี นำมาอ้าง
      และเลียนแบบได้นั่นเอง ซึ่งแปลว่าพนักงานที่ทำงานสายนั้น เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับพนักงานคนอื่นนั่นเองครับ ส่วนพนักงานที่มาทำงานตรงเวลาเป๊ะ ก็ถือว่าพฤติกรรมในเรื่องนี้โอเค แต่ผลงานไม่ออกเลย ก็ต้องว่ากันตามเนื้อผ้าครับ
      ในกรณีแบบนี้คงต้องอยู่ที่น้ำหนักที่่เราใช้ในการประเมินผลด้วยครับว่า เน้นไปที่ผลงาน หรือเน้นไปที่พฤติกรรมเวลาการทำงานมากกว่ากัน

      ผลงานที่ดีนั้นจะต้องดีทั้งผลของงาน และดีทั้ืงพฤติกรรมครับ นี่จึงจะเรียกว่าพนักงานที่มีผลงานโดดเด่นจริงๆ ครับ

  2. ถ้าพนักงานเก่าแก่ของบริษัท 2 คน (เป็นสามีภรรยากัน) ยื่นใบลาออกพร้อมกัน เพราะสามีไม่พอใจคำวิจารณ์ของนายจ้าง ทั้งที่พนักงานคนนั้นมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ชอบแสดงความก้าวร้าว ไม่เคารพนายจ้าง เวลาทำงานชอบบ่นโวยวายว่าเหนื่อย งานหนักทำไม่ไหว ทั้งที่ก็เป็นงานลักษณะเดิมที่เคยทำมาตลอด หาคนมาช่วยกี่คนเค้าก็ไม่ยอมสอนงาน สุดท้ายเด็กที่จ้างมาช่วยก็อยู่ไม่ได้ จนล่าสุดถึงขั้นพูดขู่จะลาออก สุดท้ายก็ขอเรียกร้องค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่ทุกครั้งที่เพิ่มขึ้นก็ยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิม จนต้องมีการพูดตรงๆ บ้างว่าคุณเรียกร้องค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเยอะๆ แต่คุณก็ยังไม่เต็มที่กับบริษัท แล้วแบบนี้คุณมาอ้างว่าบริษัทเอาเปรียบคุณงั้นหรอ จริงๆ เค้าถือว่าเป็นคนเก่ง แต่เสียดายที่ชอบโวยวายเสียงดัง ชอบแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลูกน้องคนอื่นเห็นเป็นประจำ ถึงกระนั้นทางเราก็ได้เรียกเค้ามาคุยแล้ว แต่เค้ายืนยันจะลาออก และเริ่มพูดจาว่าบริษัทให้เพื่อนร่วมงานฟัง ทำให้ลูกน้องคนอื่นรู้สึกไม่ดีกับบริษัท จากที่เล่ามาบริษัทควรปล่อยให้เค้าออกไปเลย หรือทำอย่างไรดีคะ

    • ขออภัยที่ตอบช้านะครับ จากที่เล่ามาทั้งหมด ในความคิดผมเอง ควรจะให้เขาออกไปจะดีต่อบริษัทในระยะยาวนะครับ เพราะมิฉะนั้นคราวถัดไป ก็จะใช้เหตุผลแบบนี้อีก
      ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานคนนี้อาจจะทำให้พนักงานคนอื่นรู้สึกไม่ดีต่อนายจ้างและบริษัทอีกด้วย เพราะจะไปติฉินนินทา และใส่ความนายจ้างในขณะที่ทำงานอยู่ก็เป็นได้
      ดังนั้นถ้าคิดว่า พนักงานคนใดก็ตามไม่มีความเหมาะสมกับบริษัทแล้ว ผมคิดว่า ถ้าเขาขอลาออก ก็จะเป็นโอกาสที่ดีครับ

    • คนแบบนี้ให้ออกไปเลย อยู่ไปก็ไม่มีผลงานเป็นตัวท่วงบริษัท ชอบอ้างจะลาออกเรียกเงินเดือนขึ้นเพราะทำงานมานาน นแบบนี้จะทำแบบนี้ตลอด เพราะเขาคิดว่าอยู่มานานรู้งานบริษัทไม่เอาออกหรอก ลองจ้างเด็กใหม่มาทำงานแบบเขาหลายคนดูสิ แบบนี้ควรให้คนแบบนี้ลาออกไปและจ่ายค่าชดเชยเขาไปไม่ควรให้อยู่นานจะเป็นปัญหากับองค์กร และต่อไปรับคนใหม่ก็โดนพนักงานแบบนี้แกล้งอีก องค์กรมีคนแบบนี้ไม่เจริญ

  3. ผมเป็นแค่รองหัวหน้าทีม แต่ลูกน้องไม่เคารพ เชื่อฟัง เพราะผมไม่ค่อยมีอำนาจอะไร เป็นแค่รองหัวหน้าในนามเท่านั้น ลูกน้องผมหยุดอะไร ผมไม่เคยรับรู้ ใบอนุมัติอะไรต่างๆ การหยุด ลา มาสาย ก็ต้องให้หัวหน้าผมเป็นคนเซ็นอนุมัติ แต่ผมไม่มีอำนาจการอนุมัติให้ลูกน้องคนนี้เลย ลูกน้องคนนี้จึงไม่ค่อยเคารพเชื่อฟัง ผมจะใช้อะไรไม่ค่อยทำ มีความเห็นขัดแย้งตลอด เขาหยุดงานบ่อย หัวหน้าผมทราบก็ได้สั่งผ่านมาทางผม ให้ผมปรามตักเตือนลูกน้อง ทั้งๆที่ตัวหัวหน้าเอง กลับเป็นคนที่เซ็นอนุมัติให้เขาง่ายๆ และมาให้ผมปรามลูกน้อง หัวหน้าไม่ยอมออกหน้า มาให้ผมออกหน้าตำหนิแทน ให้ผมดูแลลูกน้องให้ทำงานเป็นทีม ในกรณีนี้ผมควรจะทำอย่างไร ผมไม่สามารถคอนโทรลควบคุมอะไรเขาได้ และจะให้ทำงานกันเป็นทีมได้อย่างไร งานของลูกน้องคนนี้ที่ทำอยู่ ก็เป็นงานง่ายๆ สบายๆที่สุดในบรรดาทีมของผม ไม่มีช่วยเหลือทำสรุปข้อมูลอะไรด้วยเลย คิดกลัวแต่ว่าจะเสียเปรียบ อาศัยที่ตัวเขาเองเป็นคนคุยเก่ง ตัวผมเองกลับเป็นคนเงียบๆ และดูท่าทางทุกวันนี้ เขาจะทำอะไรกระโดดข้ามผมไปซะอีกด้วย มีอะไรเขาจะไปคุยกับหัวหน้าผมเองด้วย จะข้ามผมไปเป็นหัวหน้าผมเองซะอีก ผมควรจะทำอย่างไรครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s