ปัญหามาแล้ว สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

เริ่มเดือนมกราคม 2556 แล้ว ซึ่งเป็นเดือนที่เรื่องของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศแล้ว พอเริ่มใช้ได้เพียงไม่กี่วัน ข่าวเรื่องของการเลิกจ้างพนักงานก็เริ่มออกสู่หน้าหนังสือพิมพ์มากขึ้น ผู้ประกอบการ และนายจ้างเองที่ผมได้มีโอกาสคุยกัน โดยเฉพาะกลุ่ม SME นั้น มีปัญหาอย่างมาก บางแห่งวางแผนการปิดกิจการมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว บางแห่งก็คิดจะปิดแต่ไม่บอกอะไรใคร พอถึงวันปีใหม่ปุ๊ป ก็ปิดกิจการปั๊ป ส่งผลให้ลูกจ้างที่มีทำงาน มาเก้อไปเลยก็เยอะครับ แบบว่าตกงานโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้ากันเลยทีเดียว

จากข่าวคราวบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่า พิษของการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทนั้นมีผลร้ายมากกว่าผลดีสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก เพราะต่างก็มีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อที่จะรักษาชีวิตขององค์กรไว้ในระยะยาว หรือไม่ก็เลิกทำธุรกิจกันไปเลย มาตรการส่วนใหญ่ก็แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

  • ไม่เพิ่มจำนวนพนักงาน องค์กรที่ใช้มาตรการนี้ส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่พอมีกำลังเงินในการบริหารงานต่อแม้ว่าค่าแรงจะขึ้นมาถึง 300 บาทแล้วก็ตาม แต่มาตรการที่ออกมาเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว ก็คือ การไม่เพิ่มจำนวนพนักงานอีกในอนาคต 1-2 ปีข้างหน้า แม้ว่าจะมีพนักงานในบางอัตราที่ลาออกไปในช่วงนี้ องค์กรก็จะไม่หามาทดแทน แต่จะใช้วิธีการกระจายงานให้กับพนักงานคนอื่นช่วยกันทำ เพราะค่าแรงสูงขึ้น งานก็ต้องเยอะขึ้น ยากขึ้นไปด้วย (นายจ้างคิด)
  • ลดจำนวนพนักงานลง มาตรการนี้องค์กรส่วนใหญ่ที่ต้องการจะประกอบธุรกิจต่อไป แต่ต้นทุนทางด้านพนักงานสูงขึ้นมาก สิ่งที่องค์กรจะต้องทำก็คือ การลดจำนวนพนักงานลง ผลก็คือพนักงานตกงานมากขึ้น ดังนั้นเราจะเห็นจากข่าวในช่วงนี้เยอะมาก ในเรื่องของการปลดคนงาน การลดพนักงาน การให้พนักงานออก ฯลฯ
  • ย้ายฐานการผลิต มาตรการนี้องค์กรที่พอจะมีเงินลงทุนอยู่บ้าง มักจะใช้มาตรการนี้ ก็คือหนีจากฐานค่าแรงที่แพงไปสู่ประเทศ ที่มีฐานค่าแรงที่ถูกลง เช่น ลาว เวียดนาม พม่า ซึ่งจะว่าไปบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งในบ้านเราก็เริ่มย้ายฐานการผลิตออกไปที่ประเทศเพื่อนบ้านบ้างแล้ว ผลก็คือ คนงานไทย ก็จะหางานยากขึ้น
  • ปิดกิจการ อีกมาตรการหนึ่งที่ระยะนี้อาจจะยังไม่เห็น แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหลังจากที่เริ่มมีการจ่ายค่าจ้างกันจริงๆ แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ถ้านายจ้างมีภาระสูงขึ้น และรายได้เข้ามาไม่พอกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นโดยเฉพาะเรื่องของค่าแรงแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การปิดกิจการของตนเองลง ซึ่งฟังจากข่าวแล้ว ก็น่าจะมีจำนวนไม่น้อยเลยครับที่จำเป็นต้องปิดกิจการลงในช่วงนี้

สังเกตมาตรการต่างๆ ที่นายจ้างจำเป็นจะต้องทำเพื่อความอยู่รอดแล้ว มองยังไงก็ไม่ค่อยเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้างเลย เพราะมีแต่เสียกับเสีย อาจจะมีลูกจ้างที่มีฝีมือหน่อยที่นายจ้างอาจจะรักษาไว้เพื่อทำงานต่อไป แต่อีกส่วนหนึ่งก็ต้องตกงานอยู่ดี

ลองดูตัวเลขในการปรับค่าจ้างที่เกิดขึ้นก็ได้ครับ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2555 ทั่วประเทศปรับขึ้นอยู่ที่ประมาณ 40% แค่นั้นยังไม่พออีก 9 เดือนถัดมาต้องปรับอีกเฉลี่ย 22% เพื่อให้เข้าสู่ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ รวมแล้วภายในเวลาไม่ถึงปี นายจ้างที่อยู่นอกเขตกทม. ต้องปรับค่าจ้างให้กับพนักงานระดับล่างโดยเฉลี่ยสูงถึง 62% เลยทีเดียว ถามว่าเวลาแค่เพียงไม่ถึงปี นายจ้าง (SME) เองจะมีโอกาสทำรายได้ได้สูงว่าปีที่ผ่านมาถึง 20% หรือเปล่า คำตอบก็คือ ยากมากครับ ดังนั้นก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้นายจ้างจะต้องปิดกิจการลงอย่างช่วยไม่ได้เลย

ส่วนบริษัทที่ยังคงมีความสามารถในการจ่ายได้อยู่ รวมทั้งไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากนักจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศครั้งนี้ ก็ขออย่าได้เอาช่วงเวลานี้เอาเปรียบลูกจ้างเลยนะครับ สิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่มักจะทำกันก็คือ

  • เอาค่าจ้างอื่นเข้ามารวมๆ กัน แล้วมากกว่า 300 บาท ก็ไม่มีการปรับอะไร เพราะถือว่าได้มากกว่า 300 บาทแล้ว
  • เอาสวัสดิการอื่นๆเข้ามารวม เข้ามาคิดเป็นตัวเงิน แล้วก็รวมเข้าไปในฐานเงินเดือนเพื่อทำให้พนักงานเห็นว่า เขาได้รับค่าจ้างโดยรวมแล้ว สูงว่า 300 บาท ดังนั้นจึงไม่ต้องปรับอีกเช่นกัน
  • ไม่มีการปรับค่าจ้างแต่อย่างใด โดยใช้เหตุผลว่า ถ้าอยากได้ 300 บาท ก็ไปฟ้องเอาเอง ซึ่งลูกจ้างระดับล่างจะเอาเวลาทำมาหากินไปฟัองร้องเรียกเงินในส่วนนี้ก็ไม่ค่อยมีใครจะทำกันหรอกครับ สุดท้ายก็คือต้องทำใจทนทำไป เพราะถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีเงินใช้ จะไปฟ้องก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไร

ทั้ง 3 วิธีการข้างต้นนั้น บอกได้เลยนะครับว่า เป็นวิธีการที่ผิดกฎหมายครับ ในฐานะคนที่ทำหน้าที่ในการบริหารคนขององค์กรนั้น ผมคิดว่าเราไม่ควรส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น แต่สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้การบริหารงาน และบริหารธุรกิจของเราให้มีรายได้มากขึ้น ทำอย่างไรให้พนักงานทำงานได้คุ้มกับค่าจ้างที่ขึ้นมา มีวิธีการสร้าง Productivity ให้สูงขึ้นได้อย่างไร ฯลฯ

แล้วผมจะเขียนให้อ่านในตอนต่อไปนะครับ

Advertisements

11 คิดบน “ปัญหามาแล้ว สำหรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

    • ก็จะมีผลกระทบก็ต่อเมื่อ ค่าจ้างตามผลงานนั้น ต่ำกว่า 300 บาทน่ะครับ ขั้นต่ำที่พนักงานต้องได้ตามที่กฎหมายบังคับก็คือ 300 บาทครับผม แต่ถ้าได้ค่าแรงสูงกว่า 300 อยู่แล้ว ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากครับ

      • ขั้นต่ำ 300 บาท ใช้กับค่าต้างตามผลงานด้วยหรือครับ พอดีผมกำลังหาข้อมูลให้บริษัทอยู่ครับ เห็นใน ประกาศ บอกเฉพาะรายวันและรายเดือน ไม่ได้พูดถึงรายชิ้น

  1. ผลกระทบต่อนายจ้างก็มีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พักอาหารเช้า-เที่ยง-เย็น ค่าน้ำไฟ ค่าใช้จ่ายต่อการค้า จิปาถะเกี่ยวกับการค้า นายจ้างแย่ค่ะ และพนักงานทำงานเต็มที่บ้างไม่เต็มที่บ้างเป็นบางวันหน้าบูดบ้างหยิ่งบ้างกะลูกค้า ลูกค้าไม่เข้าใจ ก็ไม่กลับมาซื้อ บางครั้งไม่ใช่ความผิดของนายจ้างเป็นที่พนักงานค่ะ

    • เห็นด้วยครับ พนักงานที่ดีก็โอเคนะครับ แต่ถ้าพนักงานบางคนที่ไม่ค่อยจะทำงาน และไม่แสดงผลงาน วันๆ เอาแต่เล่น Facebook หรือทำอย่างอื่นๆ แต่ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งทำให้มีผลต่อนายจ้างมากขึ้นไปอีก เลยเป็นสาเหตุที่ปีนี้นายจ้างจำนวนมาก เริ่มพยายามที่จะวัดผลงานพนักงานกันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการทำงานกันอย่างจริงๆจังๆ มากขึ้นนั่นเองครับ

  2. ใช่คะ ถ้าไม่เล่นเฟส ก็โทรศัพท์ แอบนัดหนุ่มๆมาเจอข้างร้าน หนีงานตอนเจ้านายเผลอ ขอไปซื้อของกินบ่อยๆ

  3. ทำงานมา 20 กว่าปีแล้ว อายุ 45 แล้ว ยังได้รับเงินเดือน 8000 บาท ประกันสังคมก็ต้องส่งเอง ค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลประกาศเริ่ม 1 มกราคม 2556 ทั่วประเทศ ไม่มีผลใด ๆ ก็ยังรับค่าแรงเท่าเดิม สวัสดิการก็ไม่มี เห้ออ แล้วจะปรับทำไม จบ

    • น่าเห็นใจครับ จริงๆ ถ้านายจ้างไม่มีมาตรการใดๆ ก็คือว่าผิดกฎหมายนะครับ สุดท้ายถ้านายจ้างไม่สามารถจ่ายได้ สิ่งที่พนักงานจะต้องทำก็คือ ไม่อดทนทำต่อไป ก็ต้องออกไปหาโอกาสที่ดีกว่านี้จากบริษัทอื่นครับ

  4. อย่างที่อ่านนั้นแหละครับ บริษัทส่วนใหญ่ก็เอารายได้อื่น ๆ มารวมกันให้เกิน 300/วัน แล้วก็อ้างว่าได้มากกว่าอยู่แล้วเช่น เงินเดือนอยู่ที่ 7500+ค่าคอมมันก็จะเกิน 9000 บาทต่อวัน แต่หากเดือนไหนไม่ได้ค่าคอมบริษัทก็จะจ่ายส่วนต่างให้ครบ 9000 อยู่ดี และ ป.ตรีก็ไม่ได้ 15000.-/เดือน เหมือนกัน แบบนี้ถ้าเราฟ้องอนาคตก็ไม่รุ่ง ถ้าปล่อยไปเราก็ขาดทุน ไม่มีทางอื่นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการหรือครับ

  5. ใช่เซ็งจริง…เรียนมาตั้งนานเสียดายเวลารู้งี้ทำงานตั้งแต่เด็กดีกว่าตอนนี้คงมีเงินใช้สบายไปล่ะ….:-(

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s