การออกแบบระบบโบนัส อย่าลืมพิจารณาสภาพธุรกิจขององค์กรด้วย

เรื่องของการจ่ายโบนัสนั้น บริษัทส่วนใหญ่ในบ้านเราล้วนให้โบนัสพนักงานกันเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดี มีกำไรมากมาย ก็มักจะมีการตัดแบ่งส่วนกำไรที่บริษัทมี ให้กับพนักงานเพื่อเป็นการตอบผลงาน และตอบแทนการทุ่มเททำงานของพนักงานแต่ละคน

องค์กรส่วนใหญ่ต่างก็รู้ว่าโบนัสที่ให้กับพนักงานนั้น เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการตอบแทนผลงานของพนักงาน ที่ช่วยกันทำงานจนบริษัทได้ผลงานตามที่ตั้งไว้ แต่พนักงานแต่ละคนกลับไม่ค่อยทราบว่า จริงๆ แล้วโบนัสนั้นเป็นสิ่งที่ตอบแทนผลงาน การที่บริษัทจะมีเงินมาจ่ายโบนัสให้กับพนักงานนั้น ก็แปลว่า บริษัทจะต้องมีกำไรมากพอที่จะให้ได้

พนักงานส่วนหนึ่งที่ไม่เคยทราบที่มาที่ไปของเงินโบนัส มักจะมองว่า เงินโบนัสที่องค์กรให้มานั้น เปรียบเสมือนของขวัญที่องค์กรมอบให้ และยิ่งโบนัสนั้นองค์กรส่วนใหญ่มักจะให้กันช่วงปลายปีด้วย พนักงานก็ยิ่งมองว่าเป็นเงินของขวัญวันคริสต์มาสบ้าง หรือเป็นของขวัญวันสิ้นปี ต่อเนื่องปีใหม่บ้าง แต่ไม่ได้คิดเลยว่า เงินก้อนนี้มาจากผลประกอบการของบริษัทที่ดี ซึ่งไม่รู้อีกว่า จริงๆ แล้วตนเองมีส่วนในการสร้างผลงานขององค์กรอย่างไรบ้าง

ก็เลยทำให้โบนัส เป็นเครื่องมือทางด้านการบริหารค่าจ้างที่ไม่ค่อยสามารถตอบโจทย์ของมันได้อย่างเต็มที่ ในปัจจุบัน หลายๆ องค์กรพยายามที่จะทำการออกแบบลักษณะการให้โบนัสใหม่ โดยพยายามที่จะทำระบบโบนัสให้เชื่อมโยงกับผลงานขององค์กร นำเอาผลงานขององค์กรมาเชื่อมโยงกับผลงานของพนักงานแต่ละคน เพื่อเป็นเครื่องมือในกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน เนื่องจากองค์กรเองไม่อยากให้พนักงานเข้าใจว่าโบนัสคือเงินของขวัญเพียงอย่างเดียว และขึ้นอยู่กับผู้บริหารจะพิจารณาว่าจะให้เท่าไหร่ แต่อยากให้พนักงานมองว่า โบนัสนั้นเป็นสิ่งที่พนักงานสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ถ้าเขาช่วยกันสร้างผลงานที่ดีให้กับองค์กร องค์กรก็จะคืนตอบแทนมาให้ ยิ่งทำได้มาก ก็ยิ่งให้มากขึ้นตามลำดับ

ในการออกแบบระบบโบนัสใหม่ของบริษัท จึงจำเป็นต้องพิจารณาสภาพธุรกิจของบริษัทในปัจจุบันด้วยว่า เป็นอย่างไร อยู่ในช่วงชีวิตแบบใด อาทิ เพิ่งเกิดใหม่ หรือ กำลังเติบโต หรืออยู่ในช่วงขาลง ฯลฯ เนื่องจากมีผลต่อระบบโบนัสของบริษัทด้วยเช่นกัน เราลองมาดูลักษณะของสภาพธุรกิจว่ามีลักษณะใดกันบ้าง

  • ธุรกิจอยู่ในช่วงที่เติบโตดีมาก และเป็นผู้นำของตลาดแต่เพียงผู้เดียว ธุรกิจลักษณะนี้ จะมีผลประกอบการที่ดีมาก และมีกำไรมากพอที่จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน ดังนั้นธุรกิจในลักษณะนี้ จะมีเงินมากพอที่จะนำมาวางระบบโบนัสใหม่ โดยที่พนักงานไม่รู้สึกอะไร เพราะจำนวนเงินที่นำมาให้นั้นมันมากพอที่จะทำให้พนักงานไม่รู้สึกอะไรมากนัก ลักษณะของโบนัสขององค์กรที่เติบโตมากๆ นั้นโบนัสของพนักงานแต่ละคนมักจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก เพราะธุรกิจมันเดินของมันได้เอง ยิ่งถ้าเราเป็นเจ้าตลาดอยู่แล้วยิ่งไม่ยากนัก เพียงแต่ถ้าผู้บริหารอยากให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง ก็คงต้องออกแบบระบบโบนัสให้สอดคล้องกับผลงานขององค์กรและผลงานของพนักงานอย่างชัดเจน ถือว่าเป็นยุคทองของการวางระบบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าผู้บริหารมัวหลงระเริงอยู่กับความสำเร็จ และไม่คิดที่จะทำระบบโบนัสและระบบค่าตอบแทนอื่นๆ ให้เข้าที่เข้าทาง เมื่อไหร่ที่ประสบกับปัญหาทางการเงิน บริษัทจะมีปัญหาเรื่องของการจ่ายโบนัสทันที เพราะพนักงานไม่เคยมองโบนัสผูกกับผลงานของบริษัทโดยตรง และเมื่อบริษัทมีปัญหา ก็จะล้มลงอย่างรวดเร็ว เพราะพนักงานขาดการเชื่อมโยงผลงานตนเองกับผลงานของบริษัท
  • ธุรกิจอยู่ในลักษณะที่แข่งขันกับคนอื่นได้ องค์กรลักษณะนี้ จะเป็นองค์กรที่สามารถหาเงิน หารายได้ได้อย่างสม่ำเสมอ และมีคู่แข่งที่จะต้องแข่งขันด้วยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจหรือคู่แข่งในการว่าจ้างพนักงาน ดังนั้นการให้โบนัสแบบหว่านให้พนักงานทุกคน เป็นสิ่งที่ไม่แนะนำเลย ถ้าธุรกิจของเราเป็นลักษณะนี้ เรื่องของโบนัสจะต้องเป็นเครื่องมือกระตุ้นและจูงใจให้พนักงานสร้างผลงานที่โดดเด่นให้ได้ ลักษณะของโบนัสจะต้องผูกตรงกับผลงานของบริษัทอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องกำไร จะต้องผูกกำไรของบริษัทกับการจ่ายโบนัสแบบตรงๆ และพยายามกระจายเป้าหมายในส่วนนี้ลงสู่พนักงานแต่ละคน เพื่อให้โอกาสพนักงานได้สร้างผลงานที่ดี ใครที่ทำผลงานได้ชัดเจน และมากกว่า ก็จะตอบแทนด้วยการให้โบนัสที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำผลงานได้ด้อยกว่า
  • ธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง ธุรกิจในลักษณะนี้ จะเป็นช่วงที่บางปีก็มีกำไร บางปีก็ไม่มี มีความลำบากในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก ต้องพยายามหาวิธีการใหม่ๆ หาตลาดใหม่ๆ เพื่อทำให้ธุรกิจของบริษัทเดินต่อไปได้ ดังนั้นระบบโบนัสที่ดีจะเข้ามามีส่วนช่วยได้มาก การวางระบบโบนัสในช่วงธุรกิจขาลง จะต้องแยกโบนัสออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะต้องผูกเรื่องของผลกำไรให้กับตำแหน่งงานที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมากหน่อย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานกลุ่มนี้ออกไปหาตลาดใหม่ๆ ให้ได้ (ซึ่งตรงนี้จะต้องมีแผนธุรกิจประกอบด้วย) จากนั้นก็กระตุ้นด้วยระบบโบนัสอีกขยักหนึ่ง ก็คือ ถ้าสามารถทำผลงานได้เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด ก็จะมีการจ่ายโบนัสรอบที่สองให้ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานพยายามสร้างผลงานที่ดีให้ได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องของการให้โบนัสนั้น ไม่ใช่เครื่องมือที่จะแก้ไขปัญหาธุรกิจได้ทุกอย่าง โบนัสเป็นเพียงเครื่องมือทางด้านการบริหารค่าจ้าง ที่เข้ามาช่วยกระตุ้น และเพิ่มแรงจูงใจให้กับพนักงานบ้างเท่านั้น สิ่งที่องค์กรจะต้องมีก่อนที่จะมีระบบโบนัสที่ดี ก็คือ แผนธุรกิจขององค์กรที่เห็นว่ามีความเป็นไปได้

เพราะถ้าพนักงานมองว่าทำงานให้ตาย ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้ โบนัสที่ออกแบบไว้ ไม่ว่าจะสูงแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้ผลได้เลยครับ

2 คิดบน “การออกแบบระบบโบนัส อย่าลืมพิจารณาสภาพธุรกิจขององค์กรด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s