จะทำอย่างไรให้เป็นฝ่ายบุคคลที่พนักงานกด Like

ผมอยู่ในวงการบริหารทรัพยากรบุคคลมากว่า 20 ปี และผ่านการเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรต่างๆ มากมาย ทั้งเล็กๆ และใหญ่ๆ ทั้งเป็นองค์กรมหาชน และ SME สามารถบอกได้เลยว่าในปัจจุบันแทบทุกองค์กรจะฝ่ายบุคคลขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัท ดูแลเรื่องของการบริหารคน ทั้งในด้านการสรรหาคัดเลือก การพัฒนาพนักงาน การบริหารค่าจ้างเงินเดือน การบริหารแรงงานสัมพันธ์ ฯลฯ และยิ่งในอนาคต ฝ่ายทรัพยากรบุคคลก็ยิ่งทวีความสำคัญต่อความสำเร็จต่อองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นฝ่ายที่เป็นด่านแรกที่ดูแลเรื่องของคนที่จะมาทำงานในองค์กรของเรา

แต่อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะมีฝ่ายบุคคลที่ทำหน้าที่ได้ดี พนักงานเองต่างก็มีความรู้สึกต่อฝ่ายบุคคลที่แตกต่างกันออกไป บางคนก็ชอบมาก บางคนก็ชอบน้อย บางคนถึงกับเกลียดเลยก็มี คำถามก็คือ แล้วลักษณะของฝ่ายบุคคลที่ดี ที่พนักงานพึงพอใจ ที่ผู้บริหารพึงพอใจ ควรจะเป็นอย่างไรดี

ผมก็ได้รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทำวิจัยเล็กๆ ของผมกับลูกค้าที่ผมทำงานด้วย โดยการสอบถามพนักงานในหน่วยงานต่างๆ ระดับต่างๆ ถึงความรู้สึกที่มีต่อฝ่ายบุคคลในองค์กร ว่าถ้าชอบ ชอบเพราะอะไร ถ้าไม่ชอบ ไม่ชอบเพราะอะไร และถ้าจะกด Like ให้ฝ่ายบุคคลจริงๆ ฝ่ายบุคคลจะต้องเป็นอย่างไรบ้าง ลองมาดูกันนะครับ

  • เป็นผู้ให้บริการที่ดี คำตอบแรกสุดของพนักงานก็คือ ต้องการให้พนักงานในฝ่ายบุคคลเป็นคนที่มีจิตใจให้บริการอย่างเต็มที่ เรียกกว่าต้องมองพนักงานในองค์กรเหมือนเป็นลูกค้าจริงๆ เลย เวลาลูกค้าเข้ามาที่ฝ่ายก็ต้องให้การต้อนรับขับสู้อย่างดี เรียกว่าเข้ามาใช้บริการอะไร ก็ต้องมีคนให้บริการอย่างเป็นขั้นตอน จนกระทั่งพนักงานได้ในสิ่งที่ต้องการไปอย่างถูกต้อง พนักงานบางคน (บางบริษัท) บอกว่า ไม่อยากเดินเข้าไปในฝ่ายบุคคลเลย เพราะเดินเข้าไปทีไรเหมือนเข้าไปในแดนสนธยา เจอหน้าพนักงานในฝ่าย ก็มองเราเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ และก็ไม่เคยได้ยินพนักงานฝ่ายบุคคลพูดจากับเราดีๆ เลย มีแต่ชักสีหน้ารำคาญ และพูดจาเสียงดังเหมือนกับตะคอกใส่เราราวกับว่าเราไปทำอะไรให้เขารู้สึกแย่ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขามากกว่า ถ้าพนักงานส่วนใหญ่ในองค์กรรู้สึกแบบพนักงานคนนี้ รับรองว่าฝ่ายบุคคลไม่มีทางได้ Like จากพนักงานแน่นอนครับ
  • เป็นผู้ที่เก็บความลับของพนักงานได้ อันดับสองที่เป็นความเห็นพนักงานว่าจะกด Like ให้กับฝ่ายบุคคลก็คือ จะต้องเป็นหน่วยงานที่มีพนักงานที่เป็นคนที่สามารถเก็บความลับได้ เนื่องจากฝ่ายบุคคลจะรู้ความลับต่างๆ ของพนักงานแต่ละคนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินเดือน ที่อยู่อาศัย หนี้สินต่างๆ เรื่องของสุขภาพพนักงานที่อยู่ในประวัติพนักงานและจากผลการตรวจสุขภาพ รวมทั้งอาจจะมีเรื่องราวที่พนักงานเข้ามาขอคำปรึกษา หรือมาระบายให้ฟัง ฯลฯ ถ้าพนักงานในฝ่ายบุคคลนำเอาเรื่องส่วนตัวของพนักงานไปคุยกัน ไปนินทากัน หรือไปบอกกับคนอื่นๆ อย่าสนุกปาก แบบนี้ก็คงจะไม่มีใครชอบฝ่ายนี้แน่นอน พนักงานบางคนมาเล่าให้ฟังว่า “ตอนนี้ทุกคนในบริษัทรู้กันหมดแล้วว่าหนูป่วยเป็นโรคอะไร แถมยังมีหนี้สินเยอะไปหมด หนูอายมาก ไม่อยากเดินเข้ามาทำงานอีกเลย ทั้งๆ ที่เรื่องราวของหนูนั้นไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนอกจากพี่ที่ฝ่ายบุคคล เพราะต้องการจะไปขอคำปรึกษา เห็นว่าพี่เขาอยู่ฝ่ายบุคคลก็น่าจะพอช่วยอะไรหนูได้ แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นทุกคนรู้เรื่องของหนูหมด ตอนนี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว” และสุดท้ายพนักงานคนนี้ก็อยู่ทำงานที่บริษัทนี้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะแค่เพียงพนักงานในฝ่ายบุคคลเอาเรื่องราวของเธอไปคุยกันอย่างสนุกปากนั่นเอง
  • ให้คำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ของพนักงานได้ อันดับที่ 3 ก็คือถ้าฝ่ายบุคคลสามารถให้ความช่วยเหลือพนักงานในเรื่องของการทำงานที่เกี่ยวข้องได้ ก็จะรู้สึกดี เพราะพนักงานบางคนเล่าให้ฟังเช่นกันว่า เวลาที่เขามีปัญหากับหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ก็มักจะมาเล่าให้พี่ที่ฝ่ายบุคคลฟัง ซึ่งพี่คนนี้ก็ใจดีมาก ฟังเขาด้วยความตั้งใจ และเต็มใจพร้อมทั้งให้คำปรึกษาที่ดีมากทุกครั้ง ทำให้เขาเดินออกจากฝ่ายบุคคลด้วยจิตใจที่อิ่มเอิบและมีความสุข พร้อมทั้งสามารถกลับไปทำงานได้อย่างสนุกสนานอีกครั้ง ผิดกับบางที่ นอกจากไม่สามารถให้คำปรึกษาแก่พนักงานในเรื่องของการทำงาน กฎระเบียบต่างๆ ฯลฯ ที่ฝ่ายบุคคลต้องรู้อยู่แล้ว ยังไม่เต็มใจที่จะให้พนักงานเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยซ้ำไป เรียกได้ว่า ไม่อยากให้พนักงานคนอื่นในองค์กรเดินเข้ามาในฝ่ายบุคคลเลย เข้ามาเมื่อไหร่ก็จะมีสีหน้าแววตา และท่าทางที่บอกให้เรารู้ว่า “จงรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”
  • เข้าหาพนักงานบ้าง ความเห็นถัดมาของพนักงานก็คือ ถ้าพนักงานฝ่ายบุคคลเดินไปเยี่ยมเยียนพนักงานบ้าง ก็จะดี โดยเฉพาะบริษัทที่มีโรงงานในการผลิต พนักงานบางคนบอกว่า นอกจากจะไม่อยากให้เราเข้าไปหาในฝ่ายแล้ว ยังไม่อยากออกมาดูแลงานนอกฝ่ายอีกด้วย ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายบุคคล พนักงานที่รู้สึกดีกับฝ่ายบุคคลในองค์กรก็ให้ความเห็นว่า ที่บริษัทจะมีพี่ฝ่ายบุคคลที่คอยเดินเข้ามาในสายการผลิต เพื่อที่จะเข้ามาสอบถามทุกข์สุขต่างๆ ในการทำงาน มาทักทาย บางครั้งก็เอาของเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก ซึ่งทำให้เขากับเพื่อนร่วมงานมองว่า ฝ่ายบุคคลที่นี่ให้ความใส่ใจกับพนักงานมาก ไม่ต้องให้พนักงานเดินเข้าไปหา แต่เดินออกมาหาพนักงานเองเลย และก็ไม่ใช่เป็นการเดินออกมาเพื่อจับผิดพนักงานด้วย นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พนักงานกด like ให้ฝ่ายบุคคล
  • ปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างแก่พนักงาน อันดับที่ 5 ที่พนักงานให้ความเห็นมาก็คือ ฝ่ายบุคคลที่ดี จะต้องเป็นคนที่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของบริษัท โดยต้องทำตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่พนักงาน ให้พนักงานได้เห็น ไม่ใช่เป็นคนเขียนกฎ คุมกฎ แต่ไม่ปฏิบัติตามกฎซะเอง แบบนี้พนักงานก็ไม่ชอบเช่นกัน มีพนักงานเล่าให้ฟังว่า “ที่บริษัทจะมีกฎว่าห้ามเล่น line ในระหว่างทำงาน ถ้าจับได้จะถูกใบเตือนเพื่อเป็นการลงโทษ แต่สิ่งที่พนักงานเห็นก็คือ เวลาเข้าไปที่ฝ่ายบุคคลที่ไร ก็จะเห็นพนักงานในฝ่ายบุคคลเล่น line กัน พนักงานบางคนที่กล้าพูดหน่อยก็พูดในเชิงตักเตือนไปว่าทำไมฝ่ายบุคคลเล่นได้ล่ะ ก็ถูกตอกกลับมาว่า ไม่ได้เล่น แต่ใช้ในการทำงาน” สุดท้ายพนักงานก็เลยหมดความเชื่อถือฝ่ายบุคคล

จริงๆยังมีอีกหลายเหตุผลที่พนักงานบอกมานะครับ แต่จะเป็นเหตุผลยิบย่อยแล้ว เช่น อยากให้ฝ่ายบุคคลทำงานมากกว่านี้ เพราะที่เห็นดูเหมือนกับว่าไม่ได้ทำงานอะไรเลย นั่งกันสบายใจ หรือ อยากให้ฝ่ายบุคคลเป็นฝ่ายที่ให้ความเห็นทางด้านการบริหารคนของบริษัทได้ ไม่ใช่แค่ทำแต่งาน Admin ไปวันๆ ฯลฯ

ดังนั้นถ้าฝ่ายบุคคลอยากได้ Like จากพนักงานมากๆ ก็คงต้องมีการปรับปรุงลักษณะการทำงานให้สอดคล้องกับความเห็นของพนักงานที่ผมได้รวบรวมมาข้างต้น มิฉะนั้นพนักงานคงจะ Unlike หมด หรือถ้าหนักหน่อยให้ Hate ได้คงให้ไปแล้วครับ

Advertisements

4 คิดบน “จะทำอย่างไรให้เป็นฝ่ายบุคคลที่พนักงานกด Like

  1. ชอบที่คุณ Prakal เขียนเรื่องHR ทุกเรื่อง และ ภาพกับคำคมเด็ดๆ ที่ส่งให้พวกเราดูตลอด ขอบคุณมากค่ะ ที่ทุ่มเท ทำให้พวกเราโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ และ คอยส่งสิ่งดีๆให้พวกเราค่ะ

    • ขอบคุณที่ติดตามเช่นกันครับ ก็คงจะทำไปจนกว่าจะหมดความรู้ที่จะให้น่ะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ

  2. การที่เราเอาพฤติกรรมไม่ดีของพนักงานด้วยกันมาเล่าให้HRฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นเป็นอยู่แทบทุกวันแต่HRไม่เคยรู้ ถ้าเป็นHRที่ดีแล้วควรจะทำไง เพราะพอเล่าให้HRคนนี้ฟังกลายเป็นเอามีดแทงตัวเองซะงั้น สายตาคำพูดเพื่อนร่วมงานไม่เหมือนเก่าเหมือนเป็นคนช่างฟ้องไป

    • การเอาพฤติกรรมไม่ดีของพนักงานไปเล่าให้ HR ฟังนั้นมันมีหลายเจตนานะครับ เล่าเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ ถ้าเป็นแบบนี้คนที่เป็น HR ก็ต้องรับฟัง แล้วก็ช่วยให้คำปรึกษาหรือช่วยปลอบใจ แต่ถ้ามาเล่าเพื่อให้ดำเนินการทางวินัยบางอย่าง แบบนี้ถ้าเป็นเรื่องรุนแรง ก็ต้องมีการสืบสวนกัน ไม่ใช่จะรับฟังแล้วก็ดำเนินการได้ตามที่ HR ต้องการน่ะครับ จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเจตนาแบบใดก็ตาม คนที่ทำงาน HR จะต้องเป็นคนที่เก็บเป็นความลับให้ได้ ไม่เอาไปเปิดเผย หรือเอาไปนินทาต่อๆ กันไป เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อจิตใจของพนักงานมากครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s