นิทานสอนใจ ความสุขของช่างตีดาบ

chinese painting

นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านท่ามะขาม แห่งเมืองกาญจนบุรี มีช่างตีดาบหนุ่มใหญ่คนหนึ่งอาศัยอยู่กับครอบครัวของเขา อันมี พ่อ แม่ ภรรยาและลูกเล็ก ๆ อีกสามคน ช่างตีดาบผู้นี้มีฝีมือตีดาบเป็นที่เลื่องลือไปถึงหมู่บ้านใกล้เคียง นอกจากนั้นเขายังเป็นคนดี ขยันหมั่นเพียร และซื่อสัตย์สุจริตมาก

ช่างตีดาบรักงานตีดาบของเค้ามาก ความรักในอาชีพของกอปรกับความขยัน ทำให้ช่างตีดาบสามารถทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในภายหลังเขายังรับจ้างตีมีดและลับมีดทั้งเล็กใหญ่ รวมไปถึงงานฝีมือต่าง ๆ ที่เป็นเหล็กทั้งหมดอีกด้วย ดังนั้น ช่างตีดาบจึงสามารถหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวของตนได้อย่างเพียงพอไม่ขัดสน

ในครั้งหนึ่ง มีเฒ่าพเนจรคนหนึ่ง เดินทางมาหาช่างตีดาบเพื่อว่าจ้างให้ทำมีดพกคุณภาพเยี่ยมให้แกเขา แต่เมื่อช่างตีดาบทำงานเสร็จแล้ว ชายชรากลับไม่มีเงินจ่ายเป็นค่าจ้าง ทว่าเขาได้เอาพระพุทธรูปสีนิลองค์งามออกมาจากย่ามเก่า ๆ ของตน แล้วยื่นส่งให้ช่างตีดาบเป็นค่าตอบแทน ทุกวันนี้ พระพุทธรูปสีนิลกลายเป็นเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านของข่างตีดาบไปแล้วเขานำพระพุทธรูปขึ้นหิ้งพระและหามาลัยดอกไม้สวยงามมาบูชา อีกทั้งยังสอนลูก ๆ ให้กราบไหว้สวดมนต์พระพุทธรูป จนเด็ก ๆ ติดเป็นนิสัย และถือเป็นเรื่องที่ต้องปฏฺิบัติเป็นประจำทุกวัน ช่างตีดาบพอใจในความเป็นอยู่ที่แสนสุขสงบของตนและครอบครัวอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่ง ทางการได้มีประกาศให้ชาวบ้านทราบว่า เจ้าเมืองกาญจนบุรีจะเดินทางมาเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้านท่ามะขาม ขอให้ชาวบ้านทุกคนออกมารอต้อนรับท่านเจ้าเมืองที่หน้าบ้านของตน หากใครมีเรื่องเดือดร้อนอันใดก็สามารถร้องทุกข์แก่ท่านได้ทันที

วันรุ่งขึ้น ครอบครัวของช่างตีดาบได้ออกมานั่งรอต้อนรับเจ้าเมืองกาญจนบุรีอยู่หน้าบ้านตามที่ทางการสั่ง ช่างตีดาบเพียงแต่ต้องการชื่นชมบารมีของท่านเจ้าเมืองเท่านั้น มิได้คิดที่จะร้องทุกข์ดังเช่นชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่เตรียมเรื่องร้องเรียนมากมาย เพราะเขาคิดว่า ตนเองไม่มีสิ่งเดือดร้อนอันใดที่จะทำให้เกิดทุกข์ได้เลยในตอนนี้

“ท่านเจ้าเมืองมานั่นแล้ว!” ลูกชายคนโตของช่างตีดาบร้องอย่างตื่นเต้น เมื่อขบวนของเจ้าเมืองกาญจนบุรีกำลังจะมาถึงหน้าบ้าน และเมื่อช่างตีดาบมองเข้าไปในขบวน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือเจ้าเมือง

“โอ้! นี่หรือคือท่านเจ้าเมือง ช่างดูมากด้วยบุญบารมีอะไรเช่นนี้ ดูเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ท่านสวมใส่สิ ช่างหรูหรามีราคาเหลือเกิน ดูม้าที่ท่านนั่งสิ ช่างงามสง่าราวกับม้าของพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ปาน”

ช่างตีดาบแอบนิยมชมชื่นอยู่ในใจ ท่านเจ้าเมืองซึ่งนั่งอย่างสง่างามอยู่บนหลังม้าที่กำลังก้าวเหยาะ ๆ มองมาที่ช่างตีดาบแล้วถามว่า

“เมื่อสักครู่ ข้าสังเกตเห็นเจ้าชะเง้อคอมาแต่ไกล มีเรื่องเดือดร้อนอันใดให้ข้าช่วยอย่างนั้นหรือ”

ช่างตีดาบรีบบอกว่าเขาเพียงแต่ตื่นเต้นที่จะได้พบท่านเจ้าเมืองเท่านั้น หาได้มีเรื่องเดือดร้อนอันใดมากล่าวร้องทุกข์ไม่ ท่านเจ้าเมืองจึงเคลื่อนขบวนออกจากบ้านช่างตีดาบเพื่อเยี่ยมชาวบ้านคนอื่น ๆ ต่อไป

คืนนั้น ช่างตีดาบพร่ำคิดถึงแต่ความงามสง่าน่าเกรงขามของเจ้าเมืองกาญจนบุรีจนนอนไม่หลับ “ท่านเจ้าเมืองช่างมีชีวิตที่หรูหราสะดวกสบายน่าอิจฉานัก นอกจากจะเป็นเจ้านายของผู้คนถึงสามสิบหมู่บ้านแล้ว ยังร่ำรวยมั่งมีเงินทองมากพอที่จะซื้อเหมืองได้ทั้งเหมือง ชีวิตของท่านเต็มไปด้วยความสุขสำราญ โดยที่มิต้องลำบากทำงานมากมายอะไรเลยแต่ดูตัวเราสิต้องทำงานหนักทั้งเผาเหล็ก ตีดาบ ต้องยืนอยู่หน้าเตาไฟที่ร้อนดั่งไฟนรกทั้งวันทั้งคืน เราสู้ทนถึงเพียงนี้ เหตุใดเทวดาไม่เมตตามอบความมั่งคั่งสะดวกสบายมาสู่ชีวิตเราบ้าง ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”

ช่างตีดาบเฝ้าแต่คิดเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา และในตอนนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นพระพุทธรูปสีนิลบนหิ้ง ช่างตีดาบจึงลงไปนั่งกับพื้นเบื้องหน้าพระพุทธรูป พร้อมกับพนมมือแล้วกล่าวว่า

“พระพุทธองค์ของลูก พระองค์คือบิดาผู้ทรงอำนาจของลูก คือมารดาผู้มอบความรักให้แก่ลูก แต่ไยเล่า…เมื่อพระองค์ทางเห็นลูกทำงานหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำทุกวันเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ทรงเมตตาสงสารลูกบ้าง ดูชีวิตความเป็นอยู่ของลูกทุกวันนี้สิ พระองค์คิดว่าสมควรกับความเพียรพยายามของลูกแล้วหรือไม่ ลูกอยากได้บ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่า อยากได้ที่นาผืนใหญ่ไว้ปลูกข้าว อยากได้เงินทองมากมายมาซื้อสิ่งของดี ๆ ให้แก่ทุกคนในครอบครัวของลูก หากพระพุทธองค์จะทรงมีเมตตาให้แก่ลูกบ้าง ก็ขอได้ทรงโปรดมอบสิ่งเหล่านี้มาสู่ลูกด้วยเถิด”

เมื่อกล่าวอ้อนวอนจบ ช่างตีดาบก็แลเห็นประหนึ่งว่าพระพุทธรูปกำลังส่งยิ้มจาง ๆ ให้แก่เขา “เราเชื่อว่าพระพุทธองค์ต้องทรงเห็นแก่ความดีที่สั่งสมมานานของเราและช่วยเหลือเราเป็นแน่…แต่ทำไมนะ ทำไมพระองค์จึงทรงยิ้มให้เราเช่นนั้นหรือเราจะขอพระองค์มากเกินไป” ช่างตีดาบรำพึงรำพันกับตัวเอง

ทันใดนั้นเอง หลังจากช่างตีดาบเข้านอนแล้ว พระพุทธรูปสีนิลก็ได้ไปเข้าฝันเจ้าเมืองกาญจนบุรี แล้วกล่าวว่า

“ฟังเถิดหนา เจ้าเมืองกาญจนบุรี ช่างตีดาบมากฝีมือที่บ้านท่ามะขามซึ่งท่านแวะไปพูดคุยกับเขาในวันนี้ เป็นผู้ที่เราให้ความเมตตายิ่ง เราอยากให้ท่านช่วยสร้างบ้านหลังใหญ่ให้เขา ยกที่ดินให้เขาห้าไร่ และมอบเหรียญทองคำไหหนึ่งแก่เขา แล้วเราจะอวยพรให้ท่านประสพแต่สิ่งดีงามตลอดไป”

รุ่งขึ้น เจ้าเมืองกาญจนบุรีรีบทำตามคำขอของพระพุทธรูปที่มาเข้าฝันทันที เมื่อช่างตีดาบเห็นสิ่งที่เจ้าเมืองนำมาให้นั้น ก็เกิดความปรีดิ์เปรมเกษมสันต์สุดจะกล่าว เขาคิดว่าทั้งหมดคือของขวัญจากอำนาจแห่งพระพุทธองค์ที่ตนเองควรได้รับมานานแล้ว นับจากนี้ไป ช่างตีดาบคาดว่า ชีวิตของเขาคงจะมีแต่ความสุข และไม่ต้องพบกับความเหนื่อยยากใด ๆ อีกต่อไป

เรื่องก็น่าจะลงก็น่าจะลงเอยด้วยดีเช่นนั้น หากญาติพี่น้องทั้งใกล้และไกลที่ทราบข่าวไม่พากันแห่แหนมาที่บ้านของช่างตีดาบเพื่อขออาศัยอยู่ด้วย แต่ช่างตีดาบผู้มีน้ำใจก็ยินดีต้อนรับขับสู้ และจัดแบ่งบ้านให้แต่ละครอบครัวอยู่กันอย่างเป็นสัดเป็นส่วนเท่าที่จะทำได้ แต่คนเหล่านี้ต่างมาด้วยใจไม่บริสุทธิ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นว่าญาติคนไหนดูเหมือนจะได้รับสิทธิ์อะไรมากกว่าคนอื่นแม้เพียงเล็กน้อยก็จะพากันประท้วงเพื่อขอในสิ่งนั้นบ้าง จนทั้งบ้านมีแต่เสียงทะเลาะทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายทุกวี่ทุกวัน

ช่างตีดาบเริ่มคิดว่าญาติพี่น้องที่มีนิสัยเช่นนี้ต่างก็ไม่น่าไว้วางใจ จึงนำไหใส่ทองไปฝังไว้ตรงปลายนา แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้เขาหวงสมบัติมากขึ้น กลัวว่าจะมีขโมยมาขุดเอาไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว ช่างตีดาบจึงไม่เคยนอนหลับสนิทอีกเลย เรื่องยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อญาติ ๆ ที่พากันมาขอพึ่งสมบัติของช่างตีดาบมากเกินไป และมัวเสียเวลากับการทะเลาะวิวาทแทนที่จะออกไปช่วยกันทำไร่ทำนา ดังนั้นข้าวที่เก็บเกี่ยวมาได้จึงไม่เพียงพอกับปากท้องของคนในบ้าน มิหนำซ้ำเมื่อเกิดภัยแล้งขึ้นในปีนั้น ครอบครัวของช่างตีดาบก็ไม่มีข้าวเหลือไว้กินในหน้าแล้งเลย ถึงจะมีเงินทองมากมาย แต่ก็เอาไปซื้อข้าวจากใครไม่ได้ เพราะในหน้าแล้ง ทุกครัวเรือนต่างก็มีข้าวไม่พอกิน ดังนั้นจึงไม่ใคร่มีใครยอมขายข้าวของตนเองให้แก่คนอื่น ด้วยเหตุนี้ ช่างตีดาบจึงไม่มีความสุขเหมือนดังแต่ก่อน ความเบิกบานที่เคยลุกโชติช่วงอยู่ในใจก็ดับมอดลง อีกทั้งร่างกายก็พลอยอ่อนแอตามความสุขที่ดับสูญไปด้วย

ในที่สุดช่างตีดาบจึงตัดสินใจเดินทางไปพบเจ้าเมืองกาญจนบุรีในวันหนึ่งเพื่อคืนสมบัติที่ได้รับมาทั้งหมดแก่ท่านเจ้าเมือง

“โอ้..ช่างตีดาบแห่งบ้านท่ามะขาม นี่ยังไม่ถึงหนึ่งปีด้วยซ้ำ เจ้าก็เอาของเหล่านั้นมาบอกคืนแก่ข้าเสียแล้ว เพราะอะไรกันเล่า” เจ้าเมืองกาญจนบุรีถามอย่างประหลาดใจ

“กราบเรียนท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยรู้ซึ้งแล้วว่า สิ่งที่ไม่ใช่ของเราโดยแท้และไม่เหมาะสมกับตัวเรา แม้จะเป็นสิ่งที่มากคุณค่าเพียงไร แต่ก็หาได้นำความสุขมาสู่เราอย่างแท้จริงไม่” ช่างตีดาบตอบ

“แต่นั่นคือสิ่งที่พระพุทธองค์ประสงค์จะมอบให้แก่เจ้า” เจ้าเมืองกาญจนบุรีว่า

“เรียนท่านเจ้าเมือง ในวันที่ข้าน้อยขอสิ่งต่าง ๆ มากมายจากพระพุทธองค์นั้น ข้าน้อยแลเห็นเสมือนพระองค์ท่านยิ้มให้ข้าน้อย ในเวลานั้นข้าน้อยไม่เข้าใจ แต่บัดนี้ข้าน้อยเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ทั้งบ้าน ทรัพย์สมบัติ และที่ดินมากมายที่ข้าน้อยร้องขอพระองค์ไปนั้น ไม่ได้ทำให้ข้าน้อยมีความสุขอย่างที่เคยเข้าใจในตอนแรกเลย ตรงกันข้าม สมบัตินอกกายเหล่านั้นกลับสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจอย่างยิ่งยวดให้แก่ข้าน้อยและครอบครัว ข้าน้อยไม่รู้สึกยินดีอะไรกับสิ่งเหล่านั้นอย่างที่ควรจะเป็น ข้าน้อยนอนหลับไม่สนิทตั้งแต่มีทรัพย์สมบัติมากมายให้ต้องดูแล ซ้ำสุขภาพยังเสื่อมโทรมลงเสียยิ่งกว่าตอนทำงานตีเหล็กหามรุ่งหามค่ำ สุดท้ายชีวิตของข้าน้อยก็ยังหาความสุขใด ๆ มิได้ แต่ด้วยความเขลาทำให้ข้าน้อยไม่เคยเห็นสัจธรรมอันสำคัญนี้ ในขณะที่พระพุทธองค์ผู้ทรงมีสติปัญญาล้ำเลิศทรงทราบดีว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้ชีวิตข้าน้อยเป็นเช่นนี้ ดังนั้นพระองค์จึงยิ้มให้กับความไม่รู้จักตนเองของข้าน้อยอย่างไรเล่า”

เจ้าเมืองกาญจนบุรีฟังคำตอบของช่างตีดาบด้วยความสนใจแล้วถามต่อว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าคิดว่าจะทำเช่นไรกับชีวิตของตนเองต่อไปเล่า ช่างตีดาบแห่งบ้านท่ามะขาม”

ช่างตีดาบตอบว่า “ข้าน้อยขอกลับไปใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับตนเอง หากแม้นพระพุทธองค์ทรงให้โอกาสแก่ข้าน้อยอีกครั้ง ข้าน้อยก็บังอาจที่จะขอรับการอภัยจากพระองค์ในเรื่องที่ข้าน้อยเห็นแก่ตัวและโลภมากอย่างน่ารังเกียจ ข้าน้อยต้องการชีวิตแบบช่างตีดาบอย่างเดิมคืนมา ข้าน้อยอยากร้องของานหนักจากพระองค์ ข้าน้อยอยากรับใช้พี่น้อง เพื่อนมนุษย์ ด้วยการเผาเหล็กและตีดาบให้แก่พวกเขาเช่นเดิม ข้าน้อยจะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองด้วยความสุจริต และเชื่อมั่นศรัทธาในสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง เท่านี้เองที่ข้าน้อยต้องการในตอนนี้..ชีวิตของช่างตีดาบแห่งบ้านท่ามะขามคือชีวิตที่เป็นสุขที่สุดแล้วสำหรับตัวข้าน้อย ส่วนเรื่องอื่นนั้นข้าน้อยไม่ขอไขว่คว้าให้เกินตนเอง ขอให้ทุกสิ่งเป็นเรื่องที่สุดแล้วแต่ผลบุญผลกรรมที่ข้าน้อยได้กระทำเถิด เพราะข้าน้อยเชื่อว่า พระพุทธองค์ทรงรู้ดีที่สุดว่า อะไรเป็นสิ่งที่เหมาะสมคู่ควรกับอะไร”

เจ้าเมืองกาญจนบุรีฟังช่างตีดาบกล่าวแล้วก็รู้สึกชื่นชมในตัวเขามากขึ้นไปอีก ดังนั้นท่านเจ้าเมืองจึงกล่าวกแก่ช่างตีดาบทิ้งท้ายว่า “ข้าชื่นชมในความคิดอ่านของท่านยิ่งนัก ข้าเชื่อมั่นว่าท่านจะต้องได้รับความสุขสมหวังในชีวิตของท่านเป็นแน่ เพราะท่านได้ทำในสิ่งที่ท่านรักและคู่ควรกับท่านจริง ๆ” 

หลังจากนั้นช่างตีดาบก็ลาเจ้าเมืองกาญจนบุรีกลับไปบ้านท่ามะขามและกลับมาใช้ชีวิตเป็นช่างตีดาบแห่งบ้านท่ามะขามอย่างเดิม และดูเหมือนพระพุทธองค์จะทรงเมตตาช่างตีดาบ และอวยพรให้ตามคำขอของเขาอีกครั้ง เพราะช่างตีดาบมีงานเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานตีดาบมากมายที่ส่งมาจากเมืองกาญจนบุรี อันเป็นคำสั่งโดยตรงจากท่านเจ้าเมืองเลยทีเดียว

 

เธอทั้งหลาย …

เป็นความจริงที่ว่า คนเราทุกคนเกิดมาบนพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกันและมีเส้นทางการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ความต่างนี้เองที่ทำให้มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่เป็นของตนเอง ไม่มีใครเหมือนกับใคร ที่เป็นเช่นนี้เพราะธรรมชาติต้องการให้มนุษย์เกิดมาแตกต่าง เพื่อให้ทุกคนกระทำหน้าที่ของตนเองไปตามความเหมาะสม เป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์

ถ้าเธอมีความถนัดในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมากมาย และเธอก็รักที่จะทำสิ่งนั้น อย่าทอดทิ้งมันไปเพียงเพราะเธอเห็นว่ามันไม่โก้หรูหรือสร้างเกียรติยศจอมปลอมให้แก่เธอได้มากพอ เพราะสิ่งที่เธอทอดทิ้งไปนั้นเรียกว่า “พรสวรรค์” และใช่ว่าทุกคนจะมีเหมือนเธอ ถ้าเธอมี”พรสวรรค์”แสดงว่าเธอคือคนพิเศษที่ได้รับเลือก จงภาคภูมิใจในตนเองและทำสิ่งที่เธอรักและถนัดให้ดี สุดท้ายเกียรติยศและความสุขจะเดินมาหาเธอเอง โดยที่ไม่ต้องขวนขวายไขว่คว้าจนเกินตัว

แต่หากเธอคือคนที่ยังค้นหา”พรสวรรค์”ของตนเองไม่เจอ เธอก็จงเพียรศึกษาเพื่อค้นพบ”พรแสวง” จงช่วยตัวเองให้ได้มากพอ ก่อนจะขอรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพราะเธอย่อมรู้จักตนเองดีกว่าใครว่าตัวเธอต้องการอะไรมิใช่หรือ

ท้ายที่สุด สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเปรียบเหมือนผลบุญที่เราได้กระทำ หากเราทำดี เราก็ย่อมได้รับแต่สิ่งที่ดี และชีวิตก็จะเป็นสุข แต่หากเราทำชั่ว เราก็จะได้รับความทุกข์ ชีวิตไม่เป็นสุขเพราะไร้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดูแลช่วยเหลือ

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น พระพุทธรูปหรือปูชนียวัตถุ จะยินดีเมื่อเราพูดกับท่านด้วยความศรัทธาและความรัก สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะฟังเรา ถึงแม้ว่าเราจะสวดมนต์อ้อนวอนขอความช่วยเหลือเพียงในใจ แต่พึงระลึกเถิดว่า เราต้องอธิษฐานต่อท่านด้วยความสุจริตใจและต้องอ้อนวอนขอแต่ในสิ่งที่สมควรแก่ตัวเรา มิฉะนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจะไม่พอใจที่ตัวเราเองเอาแต่ร้องขอ โดยที่ไม่เคยคิดใช้สองมือที่มีอยู่สร้างตนเองให้ดีขึ้นแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ นอกจากท่านจะไม่อยากรับฟังเราแล้ว อาจสั่งสอนเราด้วยการมอบความทุกข์ให้เราเกิดสำนึกตนขึ้นมาบ้างก็เป็นไปได้ …

 

จากนิทานสีขาว ของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s