Coaching และ Mentoring ต่างกันอย่างไร

Coaching

เมื่อช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา ผมได้รับอีเมล์จากผู้อ่านท่านหนึ่งเขียนมาสอบถามในเรื่องของความแตกต่างระหว่าง Coach และ Mentoring ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยก็คือ ผู้สอนงาน และพี่เลี้ยง นั้น ว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะเขารู้สึกว่า พอถึงเวลาหน้างานจริงๆ แล้ว เหมือนไม่มีความแตกต่างกันสักเท่าไหร่

ในทางปฏิบัติแล้ว สองคำนี้ มีความแตกต่างกันมากพอควรเลยครับ ผมขออนุญาตอ้างอิงความหมายของทั้งสองคำนี้จากหนังสือชื่อ Performance Coaching ที่เขียนโดย Carol Wilson ซึ่งได้ให้ความหมายของทั้งสองคำนี้แตกต่างกันออกไปดังต่อไปนี้ครับ

Coaching

โดยนิยามของทาง Carol แล้ว Coach จะมีคุณลักษณะสำคัญๆ ดังต่อไปนี้ครับ

  • ไม่สั่งการใดๆ แต่จะเน้นการใช้คำถามมากกว่า (Non directive) โค้ช จะไม่บอกว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จะใช้คำถามเพื่อให้คิดเอง และทำได้ด้วยตนเอง เน้นให้ผู้ถูกโค้ชเรียนรู้ที่จะคิด และเพื่อให้อนาคตสามารถประยุกต์และคิดเองได้ (Ask instead of tell)
  • สร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้ คนที่เป็นโค้ช จะเน้นไปที่การสร้างความตื่นตัวของผู้ถูกโค้ช ให้มีความรู้สึกตื่นเต้น และอยากที่จะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างพลังใจที่จะทำให้ผู้ถูกโค้ชสามารถคิด และรู้แจ้งอะไรบางอย่างได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องบอกอะไร เพียงแค่ถาม และสร้างความตื่นตัวในมุมมองใหม่ๆ
  • อาจจะรู้ หรือไม่รู้ในเรื่องที่โค้ช คนที่เป็นโค้ช อาจจะไม่จำเป็นต้องรู้ในสิ่งที่กำลังโค้ชอยู่ แต่เขาต้องรู้ว่า ถ้าจะทำให้พนักงานมีผลงานที่ดีขึ้นในเรื่องนั้นๆ เขาจะต้องถามอย่างไร และทำให้พนักงานคิดเองได้อย่างไรบ้าง โค้ชบางคนไม่รู้รายละเอียดเทคนิคการทำงานเลยด้วยซ้ำไป แต่สามารถทำให้พนักงานที่ถูกโค้ชนั้น เรียนรู้ได้ และเก่งขึ้นได้

Mentoring

โดยทาง Carol ได้ให้คุณลักษณะของการเป็นพี่เลี้ยงไว้ดังนี้

  • เน้นไปที่การบอกกล่าว ระบบพี่เลี้ยงจะเน้นไปที่การบอกให้ทำ เช่น การบอกถึงขั้นตอนการทำงาน การชี้แจงแนวทางในการทำงานร่วมกัน แนวทางในการอยู่ร่วมกัน ฯลฯ จะมีการบอกถึงขั้นตอน และเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ทำงานได้ทันที ไม่ต้องมานั่งคิดเอง
  • รู้เรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี คนที่เป็นพี่เลี้ยงนั้น จะต้องเป็นคนที่รู้เรื่องนั้นๆ อย่างดี เพราะต้องมาเป็นคนให้คำแนะนำ และบอกถึงขั้นตอนในการทำงาน รวมทั้งแนะนำได้ว่าถ้าเกิดปัญหาจะต้องทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ได้ จะไม่เหมือนโค้ช ที่อาจจะรู้ หรือไม่รู้เรื่องนั้นๆ ก็ได้ แต่สอนให้คิดได้
  • เน้นไปที่การให้คำแนะนำและบอกแนวทาง ระบบพี่เลี้ยงจะเน้นไปที่การให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา และเน้นไปที่การบอกแนวทางที่ถูกต้องในการทำงาน เช่นระบบพี่เลี้ยงในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร คนที่เป็นพี่เลี้ยงจะบอกตรงๆ เลยว่า วัฒนธรรมขององค์กรที่นี่เป็นอย่างไร และถ้าจะทำงานให้มีความสุขจะต้องคิดอย่างไร มองอย่างไร และมีขั้นตอนในการพูดคุยกับผู้ใหญ่อย่างไรบ้าง ฯลฯ ผิดกับโค้ชที่มักจะใช้คำถามแล้วให้เราคิดเองว่าเราควรจะทำอย่างไรดี
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ระบบพี่เลี้ยงจะเน้นไปที่การให้ประสบการณ์ของคนที่เป็นพี่เลี้ยง จะนำเอาประสบการณ์ในการทำงาน และความผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเล่าให้ฟัง และมาบอกเพื่อที่ไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ จะเน้นไปที่การทำให้คนทำงานสามารถทำงานได้ทันที ในระยะเวลาที่สั้นๆ

ข้างต้นก็คือความแตกต่างระหว่าง Coaching และ Mentoring ในมุมของการพัฒนาผลงานพนักงานเป็นหลัก จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างกันไปบ้างเล็กๆ น้อยๆ แล้วแต่คนคิด แต่สุดท้ายแล้วหลักๆ ก็จะมีความแตกต่างกันดังที่กล่าวไปข้างต้น

ถ้าเราต้องการฝึกให้พนักงานรู้จักคิด และประยุกต์ใช้ หรือสร้างความมั่นใจในการทำงาน ทำให้รู้ด้วยตนเอง ฯลฯ เราก็ควรจะใช้การ Coaching เป็นหลัก แต่ถ้าเราต้องการให้พนักงานทำงานได้เลย รู้จักเทคนิคในการทำงาน และแก้ไขปัญหาหน้างานได้อย่างเชี่ยวชาญ และมีเวลาในการฝึกน้อย ก็ต้องใช้ระบบพี่เลี้ยง

จะพัฒนาเรื่องอะไร อย่างไร ก็ขอให้เลือกวิธีการให้เหมาะสม แล้วการพัฒนาก็จะได้ผลดีครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s