ใครผิดกันแน่ ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง

who's wrong

ประเด็นหัวหน้ากับลูกน้องนั้น เป็นประเด็นที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างไม่มีวันจบสิ้น และเป็นประเด็นที่ทุกองค์กรจะต้องพบเจอกับความขัดแย้งระหว่างคู่นี้ตลอดเวลา ที่ดีก็มีนะครับ แบบว่า สามารถทำงานด้วยกันได้อย่างดี แต่ที่ไม่ดีก็มีไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าจะถามไปถึงสาเหตุ ก็คงตอบยากเหมือนกัน หัวหน้างานบางคน ได้รับการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ถูกส่งไปอบรม ฝึกฝน มอบหมายงาน และเป็นหัวหน้าที่พนักงานส่วนใหญ่ให้การยอบรับ แต่ก็เป็นพนักงานส่วนใหญ่ ยังไม่พนักงานส่วนน้อยที่ยังไม่ให้การยอมรับอีกเช่นกัน

ดังนั้นคนที่เป็นหัวหน้างานนั้น จะคาดหวังให้ลูกน้องทุกคน 100% ยอมรับในตัวเองทั้งหมดอย่างเต็มที่นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากทีเดียว

เรายังคงเห็นมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องอยู่เสมอ ซึ่งมุมมองเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานตามมา และทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องมาโดยตลอด เราลองมาดูตัวอย่างมุมมองที่แตกต่างกันในการทำงานระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องกันสักหน่อย

  • กรณีที่ 1 ลูกน้องนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ (ส่วนตัว) นายมาเห็นเข้า ก็ดุ และตำหนิว่า ทำไมไม่ทำงาน เอาหนังสือมาอ่านในเวลางานแบบนี้ได้อย่างไร ลูกน้องเองก็คิดและตอบนายไปว่า งานที่ได้รับมอบหมายมานั้นได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว วางไว้บนโต๊ะนายเรียบร้อยตั้งนานแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรทำ เพราะงานทั้งหมดก็เสร็จแล้ว ก็เลยเอาหนังสือขึ้นมาอ่าน กรณีนี้ ท่านคิดอย่างไร
  • กรณีที่ 2 ลูกน้องนั่งทำงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งได้รับงานนี้มาแล้ว 2 วัน วันนี้เป็นวันที่ 3 ก็ยังทำไม่เสร็จ ที่ผ่านมาสองวันก็ใช้เวลาในการทำงานนี้ทั้งวัน ทั้งๆ ที่งานนี้พนักงานคนเดิมๆ ที่เคยทำนั้นใช้เวลาเพียง 1 วันกว่าๆ ก็เสร็จแล้ว นายเห็นพนักงานคนนี้นั่งทำงานทั้งวันทั้งคืน ก็รู้สึกดีกับพนักงานคนนี้มาก และมองว่าพนักงานคนนี้มีความขยันทุ่มเท และมีความอดทนทำงาน แต่จริงๆ แล้ว พนักงานคนนี้ ทำงานช้ามาก และทำงานไม่ค่อยจะเป็นเท่าไหร่ ก็เลยช้าไปหมด แต่นายกลับมองว่าขยันดี ท่านคิดอย่างไร
  • กรณีที่ 3 พนักงานเป็นคนที่ทำงานเก่ง ชอบศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง เวลาที่ได้รับมอบหมายงานมา ถ้าเป็นงานที่ยากและตัวพนักงานเองยังไม่ค่อยจะมีความรู้เรื่องนี้มากนัก แทนที่พนักงานคนนั้นจะถามนาย แต่กลับแสดงพฤติกรรมแบบเงียบ ไม่ถามอะไร แต่เขาจะไปหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ไปหาอ่านหนังสือ หาข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อทำให้ตนเองเข้าใจ แล้วจึงทำงานออกมาได้อย่างดี แต่นายกลับมองว่า ถ้าไม่รู้ทำไมไม่ถาม เงียบไว้ทำไม ทำแบบนี้ถ้างานออกมาเสียหายใครจะรับผิดชอบ แต่จริงๆ งานออกมาไม่มีอะไรเสียหาย สิ่งที่เสียหายก็คือจิตใจของพนักงานคนนี้มากกว่า กรณีนี้ท่านคิดอย่างไร
  • กรณีที่ 4 หัวหน้างานมีความชอบใจพนักงานคนหนึ่งมาก เพราะเห็นว่าเป็นคนที่มีความน่าเชื่อถือ เวลาที่ประชุม จะสามารถนำเสนอประเด็นต่างๆ ได้อย่างชัดเจน พูดจาและนำเสนองานได้ดีมากๆ น่าฟัง นายก็เลยชอบมาก และมักจะมอบหมายงานที่ท้าทายให้ แต่พนักงานในฝ่ายทุกคนกลับไม่ชอบพนักงานคนนี้เลย เพราะหลังจากที่ออกจากห้องประชุม ก็เอางานที่ได้รับมอบหมายนั้น มาแจกจ่ายให้กับพนักงานคนอื่นในฝ่ายให้ช่วยทำ พร้อมกับให้เหตุผลว่า นายสั่งมา และหลังจากที่งานเสร็จ ถึงเวลานำเสนอ พนักงานคนนี้ ก็นำเอาผลงานของคนอื่นที่ทำให้ไปนำเสนอเป็นผลงานของตนเอง นายก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย กรณีนี้ท่านคิดอย่างไร
  • กรณีที่ 5 พนักงานคนหนึ่งเป็นคนที่มีพฤติกรรมชอบเถียงนาย ชอบที่จะสอบถาม และไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่นายพูดมา แต่ไม่ได้เป็นคนก้าวร้าวอะไร สิ่งที่พนักงานคนนี้มักจะชอบถามก็คือ “ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น แบบนี้” หรือ “ทำไมถีงไม่ทำแบบนั้นแบบนี้” เป็นต้น และในการประชุมกัน ก็มักจะเป็นพนักงานที่วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นแบบตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้คนอื่นไม่ชอบ และนายเองก็ไม่ค่อยชอบ มองว่าพนักงานคนนี้ไม่มีสัมมาคารวะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไม่เชื่อฟังนาย ฯลฯ แต่พนักงานคนนี้ เขาทำงานโดยคิดว่า จะต้องทำในสิ่งที่ดีที่สุด จะต้องได้ผลงานที่ดีที่สุด ดังนั้นก็เลยมีข้อคำถามมากมายเกิดขึ้น และถ้าไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ก็จะถามต่อไป เพื่อที่จะได้คำตอบและนำไปใช้ในการทำงาน โดยมักจะหาทางที่จะพัฒนางานที่มีอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่เสมอ ไม่อยากทำงานออกมาแบบเดิมๆ ตลอดเวลา กรณีนี้ท่านคิดอย่างไร

bad bossss

จริงๆ ยังมีอีกหลายกรณีนะครับ ที่เป็นมุมมองที่แตกต่างกันไประหว่างพนักงานกับหัวหน้างาน ถ้าเราลองวิเคราะห์กัน ก็จะเห็นว่า ประเด็นสาเหตุมันอยู่ที่ทัศนคติ มุมมอง และความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่า อีกทั้งยังมีเรื่องของการขาดข้อมูล การมองไม่เห็นภาพรวม และมองเฉพาะสิ่งที่เห็น เชื่อเฉพาะสิ่งที่เห็นเท่านั้น โดยไม่พิจารณาให้ลึกซึ้งและถ่องแท้ก่อน แล้วเรื่องเหล่านี้ใครผิด ใครถูกกันแน่

ล่าสุดที่เจอมา ก็คือ เรื่องของนโยบายการทำงานที่บ้าน ซึ่งพนักงาน(ที่ดี) ก็จะมีความตั้งใจว่าจะบริหารเวลาได้ดีขึ้น และจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องเดินทางมาทำงานที่บริษัทให้เสียเวลา พนักงานบางคนนั่งทำงานตอนดึกๆ เพราะหลังจากที่เสร็จจากการบริหารครอบครัวแล้ว ก็มานั่งทำงานให้จนเสร็จตามแผน แต่หัวหน้ากลับมองว่า พนักงานสบายเลย ไม่ต้องมาทำงานที่บริษัท จะขี้เกียจยังไงก็ได้ จะนอนในเวลางาน หรือเอาเวลางานไปเดินเที่ยว ไม่ทำงาน ล้วนทำได้หมด แบบนี้บริษัทก็เสียหาย ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้มันคือ มุมมอง ทัศนคติและความเข้าใจจริงๆ นะครับ ถ้าอยากจะลดความขัดแย้งระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องลง ก็คงต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติ และปรับความเข้าใจกันให้มากขึ้น และประเด็นที่สำคัญก็คือ ต้องมีการสื่อสารพูดคุยกันให้มากขึ้นกว่าเดิม แล้วความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็น่าจะเบาบางลงไปได้บ้างครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s