นิทานสอนใจ เมืองร้าง

silent town11

เช่นเคยกับทุกวันศุกร์ ผมก็จะนำเอานิทานดีๆ มาฝาก วันนี้เป็นนิทานจากหนังสือที่ชื่อว่า 100 นิทาน 1,000,000 กำลังใจ แปลโดยนาริตะ เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบ แต่ไม่แน่ใจว่า ท่านผู้อ่านจะชอบหรือไม่นะครับ แต่อย่างไรก็ดี ก็น่าจะได้ข้อคิดอะไรไปบ้างจากนิทานเรื่องนี้ครับ

ณ แผ่นดินที่อยู่อีกฟากฝั่งแห่งห้วงมหาสมุทร มีเมืองเก่าเมืองหนึ่งที่ผู้คนพากันทิ้งร้างไปหมดสิ้น เถาวัลย์เลื้อยพันขึ้นไปครอบคลุมหลังคาบ้านที่ปรักหักพัง วัชพืชไร้ค่ารวมทั้งต้นหญ้าขึ้นปกคลุมถนนหนทางทั่วไป ทั้งที่ครั้งหนึ่งเมืองนี้เคยเป็นเมืองที่เจริญที่สุดเมืองหนึ่ง มันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองนี้กันแน่

เมื่อนานมาแล้ว เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ในเมืองนี้นับร้อยหลังคาเรือน บ่ายวันหนึ่ง มีผู้เห็นนักปราชญ์เฒ่าเดินเดินไปตามถนนสายใหญ่ในตัวเมืองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ซึ่งตลอดเวลาที่เดินอยู่นั้นเขาจะก้มหน้าเดินโดยตลอด ซึ่งผู้คนที่ได้เห็นภาพนั้นต่างเฝ้ามองพฤติกรรมของเขาด้วยความตกใจยิ่ง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะถามว่าเพราะเหตุใดเขาจึงมีท่าทางที่เศร้าโศกถึงเพียงนั้น

นายกเทศมนตรีของเมืองตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า

“นี่แสดงว่าอีกฟากหนึ่งของเมืองจะต้องมีใครสักคนล้มตายแน่ๆ”

และผู้หญิงคนหนึ่งก็รีบต่อเรื่องทันทีว่า

“ฉันว่าเขาคงจะตายด้วยโรคระบาดแน่ๆ ……ท่านว่าไหม” นางย้อนถาม

ทันใดนั้นหญิงสาวคนหนึ่งก็ส่งเสียงร้องไห้ออกมาเมื่อมองเห็นภาพว่าโรคระบาดนั้นจะคร่าชีวิตของลูกหล่อนอย่างไร…

หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ข่าวดังกล่าวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการยืนยันว่าบัดนี้ได้เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องรีบออกจากเมืองก่อนที่จะต้องตายเพราะโรคระบาดนั้น

ผู้คนต่างขนข้าวของสัมภาระทั้หลายขึ้นหลัง บ้างก็ขึ้นเกวียน ชั่วเวลาไม่ถึงชั่วโมง เมืองนั้นก็ได้กลายเป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คนหลงเหลือแม้แต่สักคนเดียว

ชาวเมืองนั้น ก็ไม่เคยหวนกลับมาอีก เมื่อเป็นเช่นนี้มันจึงกลายเป็นเมืองร้างที่สุนัขจิ้งจอกเข้าไปยึดครองบ้านเรือนที่ผู้คนเคยอยู่อาศัย และฝูงนกก็มาสร้างรังในบ้านต่างๆ

แล้วก็ถึงวันหนึ่ง ที่นักปราชญ์เฒ่าแห่งเมืองนั้นได้เดินทางกลับมา เขาพยายามสอดส่ายสายตามองหาบ้านหลังเก่าของตนเอง ไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดเหตุหายนะอะไรขึ้น บ้านเมืองจึงเป็นเช่นนี้

ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านั้นไม่นาน เขายังมีความสุขกับการปอกหัวหอมเพื่อทำอาหารเย็น แล้วการที่เขาออกไปนอกเมืองเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็เพื่อพักสายตา ให้อาการตาเจ็บที่มีน้ำตาไหลพรากอยู่ตลอดเวลาได้บรรเทาลงบ้างเท่านั้น…!

 

นิทานเรื่องนี้ผู้เขียนจบไว้เพียงเท่านี้ คงตั้งใจให้ผู้อ่านได้คิดต่อเอาเองว่า เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงทำให้ผู้คนต่างพากันหนีออกนอกเมืองกันไปหมด จริงๆ แล้วก็คือ เกิดสิ่งที่เรียกว่า การคิดไปเองของคนคนหนึ่ง โดยไม่มีการสอบถามและค้นหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเลย แต่กลับคิดไปเองว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

จากนั้นก็เป็นเรื่องของการบวก เสริม เติม แต่งเรื่องราวให้มันดูรุนแรงมากขึ้นไปอีก แล้วก็กลายเป็นข่าวลือที่แรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นความเชื่อที่คิดว่าเป็นความจริง

ผมว่าสังคมเราเองก็มีบ้างที่เป็นเช่นนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็เพราะการคิดไปเองของคน และการต่อยอด เสริมแต่งเรื่องราวกันต่อไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความขัดแย้งใหญ่โต ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเป็นแค่เพียงเรื่องที่เข้าใจผิดกันก็เป็นได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s