เคล็ดลับในการเป็นหัวหน้างานที่ดี ตอนที่ 1: การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

motivation1

สัปดาห์นี้ผมจะนำเรื่องของการพัฒนาทักษะการเป็นหัวหน้างานที่ดีมาให้อ่านกันนะครับ มีท่านผู้อ่านสอบถามกันมาเยอะเหมือนกัน ก็เลยคิดว่า สรุปออกมาเป็นบทความให้อ่านกันเลยดีกว่า เผื่อจะได้นำเอาไปใช้ในการพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นหัวหน้างานที่ดีต่อไปครับ

เรื่องแรกซึ่งเป็นบทบาทของหัวหน้างาน และส่วนใหญ่มักจะขาดความรู้และทักษะในด้านนี้กันค่อนข้างเยอะ ก็คือเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน มีงานวิจัยทั้งนักจิตวิทยา และวิจัยในเชิงของความผูกพันของพนักงาน ต่างก็สรุปเหมือนกันว่า พนักงานที่มีแรงจูงใจในการทำงานนั้น จะทำงานให้เราอย่างเต็มใจและพอใจ โดยที่หัวหน้าไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช หรือเข้าไปควบคุมดูแลมากนัก แต่พนักงานจะทำงานด้วยตนเอง รับผิดชอบงานได้เอง และมีความเต็มใจที่จะทำงานให้กับหัวหน้า โดยที่เราเองก็ไม่ต้องไปสั่งการหรือควบคุมแบบใกล้ชิด

หัวหน้างานส่วนใหญ่ พอได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้า ก็มักจะใช้บทบาทของหัวหน้าที่องค์กรให้มานั้น มาทำการสั่งการ ควบคุม และคอยตรวจสอบการทำงาน โดยที่ลืมไปว่า ลูกน้องของเราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีความต้องการ มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่แตกต่างไปจากเราเองในฐานะหัวหน้าเลย

ในเรื่องของการจูงใจนั้น หัวหน้างานส่วนใหญ่มักจะบอกว่า “ที่ลูกน้องของตนเองไม่ค่อยขยันทำงาน ไม่อยากทำงาน ก็เพราะบริษัทจ่ายเงินเดือนให้เขาน้อยเกินไป” ผมถามว่า ถ้าคิดแบบนี้แล้ว จะสามารถเพิ่มเงินเดือนให้ลูกน้องของเราได้เลยหรือไม่ คำตอบก็คือ “ยากมากครับ” เพราะเรื่องเงินเดือนมันเป็นเรื่องของนโยบายบริษัท ไม่ใช่ใครอยากให้เท่าไรก็ให้ไป

วิธีง่ายๆ ที่หัวหน้าสามารถใช้กระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานในทีมงาน ให้เกิดความรู้สึกที่อยากจะทุ่มเททำงานด้วยความเต็มใจ และพอใจ ไม่ต้องฝืนใจทำงานมากเกินไป มีดังนี้

  • สร้างบรรยากาศในการทำงานที่เป็นเชิงบวก ไม่ต้องไปคิดให้ยากครับ วิธีการง่ายๆ เลยก็คือ เดินเข้ามาทำงานในบริษัทด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ใบหน้าเปื้อนยิ้ม และทักทายพนักงานที่เราพบเจอระหว่างทางด้วยความจริงใจ พูดคุยสอบถามถึงสารทุกข์สุขดิบของพนักงานระหว่างที่เดินไปที่ห้องทำงาน ทำแค่นี้ ก็จะสามารถสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีให้กับพนักงานได้ทั้งวันแล้วครับ พนักงานจะเกิดความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ และเต็มใจทำงานมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าหัวหน้าเดินเข้ามาในบริษัทด้วยอาการไม่สบอารมณ์ ตาขวาง ลูกน้องทักก็ไม่ตอบ ทำเป็นมองหน้าแบบหาเรื่อง เดินกระแทกกระทั้น วางของอย่างรุนแรงที่โต๊ะทำงาน เสียงดัง บ่นพึมพำไปตลอดทาง ฯลฯ แบบนี้ ผมเชื่อว่า ลูกน้องอารมณ์ดีแค่ไหน ก็ไม่อยากจะทำงานด้วยแน่นอน วันนั้นบรรยากาศในการทำงานจะอึมครึมไปหมด แรงจูงใจพนักงานหดหายไปตามๆ กัน
  • ชมเชยพนักงานที่ทำงานได้ดี สิ่งที่จะสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานได้อย่างดีก็คือ การที่หัวหน้าให้คำชมเชยกับพนักงานที่ทำงานได้ดี การชมก็ไม่ใช่สักแต่ว่าชมไปตามหน้าที่นะครับ จะต้องชมอย่างจริงใจ และบอกกับลูกน้องให้ชัดเจนว่า ทำอะไรได้ดี ไม่แค่บอกว่า “คุณทำงานได้ดีนะ” แบบนี้ก็ไม่เพียงพอ จะต้องบอกให้ชัดเจนเลยว่าทำอะไรออกมาดี เช่น “การให้บริการลูกค้าของคุณดีมากเลย คุณรับข้อร้องเรียนได้อย่างสุภาพ และให้เกียรติลูกค้า โดยที่ไม่มีอารมณ์เข้ามาปะปนอยู่เลย แบบนี้แหละที่เป็นสุดยอดแห่งการให้บริการ” เป็นต้น เขาจะได้ทราบว่า อะไรที่เขาทำได้ดี จะได้รู้ตัวว่าจะต้องรักษาสิ่งนั้นไว้ ซึ่งเมื่อพนักงานได้รับคำชมที่ดีจากหัวหน้าอย่างจริงใจแล้ว พลังในการทำงานจะเกิดขึ้นอย่างสูงครับ คำชมเชยที่จริงใจ มีค่ายืนยาวกว่าการขึ้นเงินเดือนประจำปีอีกนะครับ เพราะขึ้นไปแล้วก็จบ ดีใจแป๊ปเดียว แต่คำชมจากหัวหน้าที่เขาให้ความสำคัญกับพนักงานนั้น จะอยู่ในความรู้สึกของพนักงานยืนยาวกว่าครับ ดังนั้นต้องฝึกกล่าวคำชมให้จริงใจและเป็นธรรมชาติมากที่สุด
  • ปฏิบัติต่อลูกน้องเหมือนกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง ประเด็นนี้เป็นอีกเรื่องที่จะทำให้พนักงานหมดแรงจูงใจไปได้ทันที ถ้าเขารู้ว่า หัวหน้านินทาเขาลับหลังให้คนอื่นฟัง อยู่ต่อหน้าก็พูดดี แต่พอลับหลังกลับพูดอีกแบบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อการทำงานแรงมากนะครับ พนักงานส่วนใหญ่รับไม่ค่อยได้หรอกครับ กับพฤติกรรมแบบนี้ของหัวหน้า ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่าง หรืออีกพฤติกรรมที่ไม่ดีก็คือ ไปร่วมนินทาลูกน้องคนหนึ่ง กับลูกน้องอีกคนหนึ่ง สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ เวลาที่มีใครมาพูดถึงเรื่องเสียหายของลูกน้องอีกคน สิ่งที่หัวหน้าจะต้องทำก็คือ รับฟังแต่ไม่ร่วมใส่สีตีไข่เข้าไปด้วย และที่จะต้องทำก็คือ พยายามบอกกับลูกน้องคนนั้นว่า คนเราก็มีทั้งดีและไม่ดี ดังนั้นให้มองสิ่งที่ดีของเขาจะดีกว่า สิ่งที่สำคัญก็คือ จะต้องทำแบบนี้กับทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • ใส่ใจลูกน้องที่ไม่ใช่เรื่องงานบ้าง เวลาที่พนักงานไม่สบาย หรือคนในครอบครัวไม่สบายหรือไม่ปัญหา หัวหน้าก็ต้องคอยไต่ถามทุกข์ สุข บ้าง แสดงความเห็นอกเห็นใจบ้าง ไม่ใช่เอาแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว เพราะคนจะทำงานได้ ก็ต้องเกิดความพึงพอใจก่อน การที่เราในฐานะหัวหน้าใส่ใจเรื่องราวส่วนตัวของพนักงานบ้าง ก็จะทำให้พนักงานรู้สึกว่านายให้ความสำคัญ และเอาใจใส่ ความพอใจก็จะเกิดขึ้น เมื่อเกิดความพอใจ แรงจูงในก็จะตามมาได้มากขึ้น

แค่พฤติกรรม 4 อย่างข้างต้น ถ้าหัวหน้าสามารถทำได้จริงๆ และทำได้อย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ เราจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานของเราได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปศึกษาทฤษฎีแรงจูงใจให้มันยุ่งยาก ขอให้แค่เปลี่ยนพฤติกรรมของเราเองให้เป็นพฤติกรรมเชิงบวกอย่างที่กล่าวมา ข้างต้นเท่านั้นเอง

1 คิดบน “เคล็ดลับในการเป็นหัวหน้างานที่ดี ตอนที่ 1: การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s