ไม่เห็นจะ Work-Life Balance เหมือนอย่างที่พูดไว้เลย

worklilebalance

นโยบายเรื่องของ Work-Life Balance นั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ในปัจจุบัน องค์กรบ้านเรายังคงมองว่ามีความสำคัญในการสร้างบรรยากาศในการทำงานใหม่ๆ ถือเป็นแนวโน้มของสวัสดิการที่เกิดขึ้นมาพักใหญ่แล้วอย่างน้อยๆ ก็ประมาณเกือบสิบปีได้ แต่ระยะเวลาสิบปีที่ผ่านไปนั้น ลองพิจารณาดูว่าจะมีสักกี่บริษัทที่มีการนำเอานโยบาย Work-Life Balance มาใช้อย่างจริงจัง และใช้ตามเจตนารมณ์ของมันจริงๆ จนมีคนบ่นว่า หรือเรื่องของ Work-Life Balance มันจะเป็นแค่เพียงความฝันเท่านั้น

ท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดเห็นอย่างไร

ผมเองในฐานะที่ทำ Compensation and Benefits Survey มานาน และได้มีโอกาสเข้าไปช่วยบริษัทต่างๆ ในการดำเนินการเรื่องเหล่านี้ ก็ยอมรับว่า สำหรับบางองค์กรนโยบายนี้ เกิดขึ้นได้ยากเหมือนกัน เนื่องจากมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งด้านของกระบวนการทำงาน วิธีการทำงาน สถานที่ทำงาน และสุดท้ายก็คือ ตัวพนักงานเอง ที่ผู้บริหารระดับสูงมักจะไม่ค่อยให้ความเชื่อถือนักว่า ถ้าเราเปิดนโยบายนี้แล้ว เราจะได้ผลงานจากพนักงานดีกว่าเดิมหรือไม่ หรือมันจะแย่กว่าเดิม เพราะว่าเหมือนพนักงานสบายขึ้น ผู้บริหารก็กังวลเรื่องนี้มากอยู่พอสมควร

มีอยู่บริษัทหนึ่ง ที่ได้เข้าไปพูดคุยในเรื่อง Work-Life Balance กับทั้งผู้บริหาร และพนักงาน ทางผู้บริหารก็มีความภาคภูมิใจนำเสนอมากว่า ที่นี่มีนโยบายนี้เป็นแห่งแรกๆ เลย แม้ว่าจะเป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่นัก แต่ก็พยายามที่จะทำให้พนักงานมี Work-Life Balance ที่ดีในการทำงานและชีวิตส่วนตัว และท่านก็เล่าให้ฟังถึงนโยบายมากมาย มีการนำเสนอเป็น powerpoint อย่างดี

พอมาคุยถึงฝ่ายพนักงาน พนักงานกลับรู้สึกตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผู้บริหารพูดมาทั้งหมดเลย พนักงานกลับบอกว่า “Work-Life Balance อะไรกัน มีแต่เขียนเป็นตัวหนังสืออย่างเดียว แต่ไม่เห็นจะมีใครเอามาใช้กันสักคนเลย กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายที่ออกมา รวมทั้งผู้บริหาร และหัวหน้างานเองปากก็พูดว่า Work-Life Balance แต่ในทางปฏิบัติกับไม่เห็นจะ Balance อะไรเลย” และนี่คือสิ่งที่พนักงานเล่าให้ฟังต่อ

  • บอกว่าให้พนักงานสามารถเข้างานสายได้ โดยกำหนดช่วงเวลายืดหยุ่นไว้ แต่พอมาสายจริง แต่อยู่ในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งก็ไม่น่าจะผิด แต่กลับถูกผู้จัดการเพ่งเล็งในเรื่องของการมาทำงาน และมีผลต่อการประเมินผลงานทันทีในปีนั้น
  • นโยบายให้ลาได้มากขึ้นโดยมีเหตุที่ชัดเจนเหมาะสม แต่พอลาเข้าจริงๆ ก็ถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีความมุ่งมั่น ไม่ขยันขันแข็ง และมีการนำเอาเวลาในการลามาใช้ประกอบในการประเมินผลงานอีกเช่นกัน
  • นโยบายบอกว่า เน้นผลงานเป็นหลัก ไม่เน้นเรื่องเวลาทำงานมากนัก พนักงานก็ดีใจ คิดว่าพอเลิกงานก็กลับบ้าน บางคนก็กลับก่อนเวลาเล็กน้อย ไม่ให้น่าเกลียดมากนัก แต่ก็อีกเช่นกัน ถูกผู้จัดการมองว่า ไม่เคารพเวลาในการทำงานของบริษัท ขาดความรับผิดชอบต่อการทำงาน และไม่มีความทุ่มเทให้กับบริษัทเลย แต่พนักงานที่ยังคงทำงานดึกๆ ดื่นๆ แต่ผลงานออกมาพอๆ กัน กลับถูกมองว่าเป็นพนักงานที่มีความรับผิดชอบ และทุ่มเทการทำงานให้กับบริษัท
  • นโยบาย บอกว่า Work-Life ต้อง Balance แต่ผู้จัดการกลับสั่งงานแบบว่า ต้องให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จห้ามกลับบ้าน ให้พนักงานอยู่ทำงานต่อจนเสร็จ บางคนก็ต้องนอนบริษัท ยิ่งไปกว่านั้น เวลาประชุมงานกันนี่ยาวมาก ถึงเวลาทานข้าว ก็ไม่มีการบอกให้ไปทานข้าวกันก่อน ผู้นำประชุมยังคงนั่งประชุมต่อไป พนักงานเองก็นั่งหิวไปเรื่อย สุดท้ายพนักงานก็เครียด แถมยังเป็นโรคกระเพาะแถม อีกทั้งกรดไหลย้อนตามมาอีกมากมาย

WorkLifeBalance

  • เวลาพนักงานป่วย แทนที่จะกล้าลาป่วย เพราะ Work-Life Balance แต่พนักงานกลับไม่กล้าที่จะลาป่วยเลย ทั้งๆ ที่ป่วยหนักจะแย่อยู่แล้ว เพราะถูกมองว่า ลาอีกแล้ว ทำไมป่วยบ่อยจัง พนักงานถามว่า มีใครบ้างที่อยากป่วย แต่ที่ป่วยมันป่วยจริงๆ ไม่ได้แกล้ง แต่พอลาป่วย ก็กลายเป็นที่จับตามอง และเพ่งเล็งกันอีก ลาอื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลากิจ ลาพักร้อน ฯลฯ บริษัทที่มีนโยบายนี้ มักจะไม่ค่อยซีเรียสเรื่องเหล่านี้มากนัก ดูกันที่ผลลัพธ์ของงานมากกว่า แต่ที่นี่กลับตรงกันข้าม
  • มีนโยบายทำงานที่บ้าน หรือไม่ต้องเข้าบริษัท แต่พอไม่เข้าบริษัทจริงๆ กลับถูกสังคมเพ่งเล็ง อีกทั้งยังถูกใส่ร้ายว่า ที่ไม่เข้าบริษัทเพราะไปทำงานอื่น ทั้งๆ ที่พนักงานเอง ไปทำงานให้กับบริษัทจริงๆ พนักงานบางคนที่ไม่ชอบทำงานที่บ้าน ก็มาใส่ไฟพนักงานคนอื่นที่ทำงานที่บ้านว่า ไม่ใช่คนขยัน อยู่บ้านทำงานจริงหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ ฯลฯ

เรื่องของ Work-Life Balance นั้น จริงๆ แล้ว ถ้าเราจะนำมาใช้จริงในบริษัท สิ่งที่จะต้องทำเป็นอย่างแรกๆ ก็คือ การเปลี่ยนทัศนคติต่อวิธีการทำงานใหม่ทั้งหมด ของผู้บริหารรุ่นเดิมๆ ที่อยู่ในยุคทำงานต้องมาบริษัท และอยู่ดึกคือขยัน ต้องเปลี่ยนความคิดและมุมมองใหม่ โดยดูจากผลลัพธ์ของการทำงานมากกว่า

ถ้าเรายอมว่าให้ยืดหยุ่นจริงๆ ก็ต้องเปิดใจรับให้ได้กับพฤติกรรมของพนักงานที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเปลี่ยนไปมองเรื่องของผลงานของพนักงานมากกว่า

อย่างบริษัทของผมเอง ทำงานที่บ้าน 100% เราดูกันที่ผลงานกันจริงๆ มีทั้ง KPI ร่วม และ KPI แบบส่วนบุคคล มีการประชุมงานกันสัปดาห์ละครั้ง ออกไปหาลูกค้ากัน ผมเองในฐานะผู้บริหารก็ต้องเปิดใจกันเลยว่า ไม่ไปคิดมากว่าพนักงานจะเอาเวลาไปทำอะไรที่ไม่ใช่งาน สิ่งที่ได้กลับมาก็คือ ผลงานที่ดี ดีกว่าที่คาดหวังไว้ด้วยซ้ำไป กับบรรยากาศในการทำงานที่ดี พนักงานสามารถที่จะแบ่งเวลาได้ วางแผนได้ดีขึ้น และที่สำคัญก็คือ ไม่มีใครมาโกหกเรื่องของการหยุด การลาอีกเลย

สรุปแล้ว เรื่องของ Work-Life Balance นั้นน่าจะเกิดได้จริง เพียงแต่ พนักงานทุกระดับในองค์กรจะต้องเปิดใจ และจะต้องมีการกำหนดกติกาในการทำงานกันใหม่ให้ชัดเจน และสำคัญที่สุดก็คือ ทัศนคติของผู้บริหารต่อเรื่องเหล่านี้ จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s