อยากได้คนที่เหมาะสม และพัฒนาได้ตรงจุด อย่าลืมแยกแยะสิ่งต่อไปนี้

ksa111

แม้ว่าเศรษฐกิจอาจจะยังไม่ค่อยดีนักในปีนี้ แต่ผมเชื่อว่าธุรกิจก็ยังคงมีความต้องการรับพนักงานใหม่เข้ามาร่วมงานกับบริษัท รวมทั้งยังต้องการที่จะพัฒนาพนักงานเพื่อให้มีความพร้อมในการรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น ในการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้นั้น เรื่องของการหาคนที่เหมาะสมกับธุรกิจของเรานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เรียกได้ว่า หาคนผิดคิดจนตัวตายกันเลย

เมื่อหาคนที่เหมาะสมกับเราได้แล้ว เรื่องของการพัฒนาพนักงานก็จะทำได้ง่ายขึ้น เพราะคนที่เราหามานั้นมีพื้นฐานที่ดี ที่จะมาต่อยอดได้ไม่ยากนัก ดังนั้น เรื่องของการสรรหาคัดเลือก และการพัฒนาพนักงานนั้น จะต้องไปด้วยกันตลอดเวลา

หลายบริษัท แยกกันในสองเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ใครที่สรรหาคัดเลือก ก็ทำกันไป พยายามหาคนให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการ คุณสมบัติก็ให้พอได้ โดยที่ไม่ได้คิดต่อไปว่า คนที่หามานั้นจะมาพัฒนาได้ง่ายหรือยาก

หน่วยงานพัฒนาพนักงานก็ทำหน้าที่ในการพัฒนาไป จนบางครั้งก็มีเสียงบ่นว่า ที่พัฒนาไม่ได้อย่างที่เป็น ก็เพราะเราหาคนที่ไม่เหมาะสมเข้ามาทำงาน ก็เหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน

ในปัจจุบัน ถ้าเราอยากจะได้เปรียบในการบริหารธุรกิจ และทำให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จได้ การหาคน และการพัฒนาคนจะต้องมีความสอดคล้องกันอย่างที่สุด

สิ่งสำคัญถ้าจะหาคน และพัฒนาคนให้ตรงจุด ตรงประเด็น ก็คือ การแยกแยะสามสิ่งนี้ให้ชัดเจนเสียก่อน ก็คือ ต้องแยกแยะว่า

  • อะไรคือ ความรู้ ที่คนที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ต้องการ เพื่อให้ทำงานได้
  • อะไรคือ ทักษะ ที่คนที่จะมาทำงานในตำแหน่งนี้ต้องมี เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว
  • อะไรคือ พฤติกรรม ที่คนที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ต้องมี เพื่อให้ทำได้ได้อย่างประสบความสำเร็จ

สามประเด็นข้างต้น เราเรียกมันอย่างหรูหราว่า Competency แต่ถ้าจะใช้ให้ได้ผล จะต้องแยกแยะให้ถูกต้องว่า ตัวไหนถือว่าเป็นความรู้ ตัวไหนเป็นทักษะ และตัวไหนเป็นพฤติกรรมที่พนักงานต้องแสดงออก เพราะถ้าเราสามารถแยกแยะให้ถูกต้องและชัดเจนได้ จะทำให้เราทราบว่า เราจะต้องทดสอบและคัดเลือกคนอย่างไร ด้วยเครื่องมืออะไร เพื่อตอบว่า พนักงานคนนั้นมีความรู้ ทักษะ หรือพฤติกรรมที่เราต้องการหรือไม่

การพัฒนาก็เช่นกัน เราก็จะสามารถกำหนดแนวทางในการพัฒนาพนักงานให้สอดคล้องกับประเด็นข้างต้นได้อย่างชัดเจน เพราะ ความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมนั้น มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

  • ความรู้ สิ่งที่เป็นความรู้นั้น เราสามารถทดสอบได้โดยการใช้ข้อสอบ แนวคำถาม ตั้งประเด็น เพื่อให้ตอบได้ เราก็จะทราบว่าเขามีความรู้ในสิ่งที่เราต้องการหรือไม่ หรือในการพัฒนาความรู้ของพนักงานนั้น ก็สามารถทำได้โดยการส่งไปเรียนหนังสือ อบรม หรือแม้กระทั่งการดูงานตามบริษัทต่างๆ ก็จะทำให้พนักงานเกิดความรู้ที่เราต้องการได้
  • ทักษะ สิ่งที่เป็นทักษะนั้น เราต้องการพนักงานที่ลงมือทำได้ ต้องการความเชี่ยวชาญในการกระทำอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงาน ไม่ใช่ต้องการแค่เพียงคนที่รู้เท่านั้น แต่เราต้องการคนที่สามารถใช้ความรู้นั้นเพื่อให้เกิดผลจากการกระทำบางอย่าง และเพื่อให้งานสำเร็จได้ด้วยความรวดเร็ว ดังนั้น การที่เราต้องการจะรู้ว่าพนักงานคนนั้นมีทักษะที่เราต้องการหรือไม่ การสัมภาษณ์ พูดคุยอย่างเดียวก็คงจะไม่พออีกต่อไป ก็คงต้องมีการทดสอบ ให้ทดลองทำ ให้ลงมือปฏิบัติให้ดู ฯลฯ ส่วนการพัฒนาทักษะของพนักงานก็ต้องอาศัยเวลา และการฝึกฝน และต้องมีการมอบหมายงานเพื่อให้พนักงานได้ทำบ่อยๆ เพื่อให้เกิดทักษะนั้นๆ การส่งพนักงานไปอบรมเพียงอย่างเดียว แล้วคิดว่าจะมีทักษะนั้นๆ เกิดขึ้นหลังการอบรมเลย มันก็เป็นไปได้ยากมาก
  • พฤติกรรม สิ่งที่เป็นพฤติกรรมนั้น ก็คือ สิ่งที่เราต้องการให้พนักงานแสดงออกจากใจ เช่น จิตใจให้บริการ ความมุ่งมั่นตั้งใจ จิตสำนึกรักองค์กร ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นพฤติกรรม ไม่ใช่ทั้งความรู้ และไม่ใช่ทักษะ ดังนั้น ถ้าเราต้องการพนักงานที่สามารถแสดงพฤติกรรมดังกล่าวได้ เราก็ต้องมีการทดสอบแบบไม่ให้พนักงานรู้ตัว เพื่อดูพฤติกรรมที่แสดงออกว่าเป็นไปในแบบที่เราต้องการหรือไม่ ส่วนในการพัฒนาพนักงานเพื่อให้เกิดพฤติกรรมนั้น อันนี้จะทำได้ยากหน่อย สิ่งที่จะช่วยให้พัฒนาได้ง่ายขึ้นก็คือ การหาพนักงานที่มีพฤติกรรมดังกล่าวมาบ้าง แล้วมาต่อยอดให้ดีขึ้นต่อไป โดยส่วนใหญ่แนวทางในการพัฒนาพฤติกรรมของพนักงานก็คือ การ Coaching และ Mentoring โดยที่จะต้องมีการกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดย Coach จะต้องคอยสังเกตพฤติกรรม และคอยให้กำลังใจสนับสนุน

ถ้าเราสามารถที่จะแยกแยะ Competency ของบริษัทเรา ว่าอะไรคือความรู้ อะไรคือทักษะ และอะไรคือพฤติกรรม ได้ชัดเจน มันจะช่วยเราในการบริหารจัดการเรื่องคนได้มากขึ้นเยอะครับ โดยเฉพาะเรื่องของการสรรหาคัดเลือก และการพัฒนาพนักงาน จะทำได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

บางคนบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าแล้ว ไม่ทันสมัย แม้มันจะเก่าแต่ถ้าเราใช้มันอย่างจริงจัง มันก็ดีกว่า การเอาแนวคิดใหม่ๆ มาใช้โดยที่ไม่เข้าใจ และไม่สามารถใช้งานได้จริง มีแค่เพียงโชว์ว่ามีอย่างที่เขามีกัน

ผมว่าแบบนี้ ของใหม่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s