นิทานสอนใจ พ่อกับลูก

นิทานสอนใจวันนี้ อาจจะดูยาวสักหน่อย แต่รับรองว่า ได้ข้อคิดจากเนื้อหาในนิทานแน่นอนครับ เป็นนิทานอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกชอบครับ ประเด็นก็คือ คนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน ต้องเป็นเหมือนกัน อย่างเช่น พ่อกับลูก ที่บางครั้งพ่อก็อยากให้ลูกเป็นอย่างที่พ่อเป็น เรื่องราวเหล่านี้มีให้เห็นในสังคมเยอะมากครับ ไม่ว่าจะในธุรกิจ หรือในการศึกษา พ่ออยากให้ทำแบบที่พ่อต้องการ อยากให้คิดเหมือนกัน หรือ อยากให้ลูกเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ และคิดว่าดี โดยที่ไม่คิดว่าจริงๆ แล้วคนเรานั้นมีความแตกต่างกัน สามารถเอาไปปรับใช้กับเรื่องของการทำงานก็ยังได้ครับ ลองอ่านดูนะครับ (จากเรื่อง  Jeremy’s  First Hunt   ของ Arthur  Gordon)

“พร้อมแล้วใช่ไหม” พ่อถาม

เจเรมีพยักหน้ารับ เอื้อมมือเทอะทะด้วยถุงมือและคว้าปืนมาถือไว้  แล้วเดินตามพ่อออกจากกระท่อมที่ป้องกันความหนาวไปสู่อากาศเย็นยะเยือกภายนอก ทิ้งความอบอุ่นของเตาผิงและกลิ่นคุ้นเคยของเบคอนและกาแฟไว้เบื้องหลัง

ทั้งสองหยุดยืนหน้ากระท่อมครู่หนึ่ง พ่นลมหายใจไปไอขาวออกมาในอากาศยะเยือก เบื้องหน้ามีเพียงบึงน้ำกว้างใหญ่สุดหูลูกตาไปจนจรดขอบฟ้า แสงสีเงินทาบท้องฟ้าและแผ่นน้ำเป็นสีเทาและดำ ปกติแล้วเจเรมีจะต้องขอให้พ่อรอจนกว่าเขาจะเก็บภาพบรรยากาศเช่นนี้ ด้วยกล้องถ่ายรูปของเขาเสียก่อน แต่ไม่ใช่เช้าวันนี้ เช้าวันที่พิเศษและสำคัญยิ่งที่เจเรมีในวัย ๑๔ ปี จะได้เริ่มเข้าสู่พิธีการอันน่าหลงใหลของการล่าเป็ดป่า

แต่เขาเกลียดมัน เกลียดตั้งแต่พ่อซื้อปืนให้เขา  สอนให้เขายิงเป้าดินเหนียวรูปนกพิราบ พร่ำสัญญาว่าจะพาเขามาที่เกาะกลางทะเลสาบแห่งนี้  แต่เขาก็ทำตามที่พ่อสอนทุกอย่างเพราะเขารักพ่อ  ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้อีกแล้วที่เขาต้องการมากกว่าให้พ่อรักและยอมรับเขา และเขารู้ว่าถ้าเขาผ่านขั้นตอนในวันนี้ด้วยดี  พ่อจะต้องรักและภูมิใจในตัวเขา

สองพ่อลูกเดินไปที่ซุ่มยิง ซึ่งเป็นหลุมแคบ ๆ กลางพงหญ้าหันหน้าสู่บึง ในหลุมมีเพียงม้านั่งกับชั้นวางกระชุนปืนเท่านั้น เจเรมีนั่งลง สมองเครียดขณะรอให้พ่อเอาฝูงนกต่อไปวางในที่ เพื่อล่อเป็ดป่า  ท้องฟ้าสว่างขึ้น ลิบ ๆ เบื้องหน้าฝูงเป็ดป่ากำลังกำลังบินเข้ามามองเห็นเป็นทาง เจเรมีเครียดมากขึ้น จนรู้สึกว่าท้องเกร็งเขม็ง

เจเรมีต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเงาดำ ๆ ของพ่อทาบบนแผ่นน้ำสีเงินระยับ  เพื่อบรรเทาความเครียด ก่อนจะจำใจวางกล้องแล้วคว้าปืนมาถือไว้

พ่อกลับมาย่อตัวแอบอยู่ข้าง ๆ เขา รองเท้าบูตของพ่อชุ่มน้ำ หนาวจนมือเขียว “บรรจุกระสุนได้ ฝูงเป็ดอาจจะมาบินเหนือหัวเราเมื่อไรก็ได้”  พ่อมองดูเจเรมีบรรจุกระสุนเข้ารังเพลิง “พ่อจะให้แกยิงก่อนนะ” พ่อพูด  พลางยัดกระสุนปืนแล้วสะบัดเข้าที่อย่างคล่องแคล่ว “ลูกรู้ไหม” พ่อพูดอย่างมีความสุข “พ่อรอเวลาอย่างนี้มานานแล้ว มีเพียงเราสองพ่อลูก…”

พ่อชะงักคำพูด หยีตาเพ่งมองไปข้างหน้า “บินมาแล้ว เจ้าเป็ดฝูงน้อย ๆ ก้มหัวลงเร็ว แล้วคอยทำตามที่พ่อบอก”

เบื้องหลังของทั้งสอง  ดวงอาทิตย์สาดแสงจ้าขึ้น ท้องฟ้าแจ่มใสเหนือพื้นน้ำ เจเรมีมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจน  ใบหน้าอันเครียดและตื่นตัวของพ่อ เขาภาวนาขอให้พวกมันบินไปเสียทางอื่น อย่าบินมาทางนี้เลย

แต่ฝูงเป็ดน้ำยังคงบินตรงมาหาเขา “ดำ ๔ ตัวกับตัวผู้อีกหนึ่ง” พ่อบอก

เจเรมีได้ยินเสียงหวีดหวิวของปีกยามแหวกอากาศอยู่เหนือหัว เป็ดป่าเริ่มบินเป็นวงกลม “เตรียมพร้อม” พ่อกระซิบเบา ๆ

หมู่เป็ดค่อย ๆ ร่อนลงช้า ๆ ตัดแสงแดดมาเป็นแถว หัวเชิดระแวงไพร ปีกกางกว้างสง่างาม เจ้าตัวผู้เป็นจ่าฝูง ขนคอและอกเป็นเงาระยับสะท้อนแสงอาทิตย์ มองดูเป็นประกายวาว ตีนเป็ดสีส้มเจิดจ้า พยายามคว้าหาแผ่นน้ำเรียบเป็นเงาเบื้องล่างใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา…

“เอาละ” พ่อระเบิดเสียงคำรามลั่น พร้อมกระโจนลุกขึ้นยืนประทับปืนมั่น “จัดการเลย”

เจเรมีรู้สึกตัวหนักอึ้ง เขาลุกขึ้นยืนพร้อมยกปืนประทับบ่า อย่างที่พ่อเคยสอน แก้มที่แนบอยู่กับปืนรู้สึกเย็น ตาเพ่งมองผ่านปลายกระบอกปืนแฝด ปลายนิ้วสัมผัสอยู่กับความโค้งของไกปืน มันเรียบและเย็นพร้อมจะนำมาซึ่งความตาย

ในขณะเดียวกันนั้น เป็ดป่าก็มองเห็นนักล่า  ทันใดนั้น เจ้าจ่าฝูงก็เปลี่ยนทิศทาง  พุ่งตัวถลาขึ้นราวถูกกระชากด้วยเชือกที่มองไม่เห็นจากเบื้องบน  ชั่วเสี้ยววินาทีมันทรงตัวอยู่กลางสายลมกับแสงแดด เลี้ยงตัวอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย “ยิงซิ ! ” เสียงสังเฉียบขาดเหมือนจะดังขึ้นในหัวใจเจเรมี เขารอฟังเสียงปืนที่จะระเบิดขึ้น

แต่ว่าไม่มีเสียงปืน เป็ดป่าบินสูงขึ้นสูงขึ้น จนกระทั่งปลายปีกกินลมอย่างเต็มที่แล้วบินไกลออกไป เกินรัศมีการยิงในที่สุด

เงียบกริบจนได้ยินเสียงใบหญ้าต้องลม เจเรมียืนนิ่ง กำปืนแน่น

“แล้วกัน เป็นอะไรไปล่ะ” พ่อพูดทำลายความเงียบ

เจเรมีนิ่ง  ริมฝีปากเม้มแน่น

“ทำไมถึงไม่ยิง” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้โกรธ

เจเรมีเข้าเชฟปืนด้วยหัวแม่มือ แล้วค่อย ๆ วางปืนพิงไว้ที่มุมหนึ่ง “มันสวยเหลือเกินครับ” เขาตอบก่อนน้ำตาจะไหลเป็นทาง

เขานั่งลง ซุกหน้าลงกับฝ่ามือแล้วร้องไห้ ความหวังที่จะทำให้พ่อมีความสุขและภูมิใจในตัวเขาพังทลายลงหมดสิ้น เขามีโอกาสแล้วเชียว แต่ว่าเขากับล้มเหลวไม่เป็นท่า

พ่อเงียบไปนานทีเดียว ในที่สุด เจเรมีรู้สึกว่าพ่อทรุดนั่งลงข้างเขา “โน่นมาอีกตัวแล้วแน่ะ ลองใหม่อีกทีซิ”

เจเรมีก้มหน้า “ไม่มีประโยชน์หรอกพ่อ ผมทำไม่ได้”

“เร็วเข้า” พ่อเร่งเสียงดุ “เดี๋ยวก็พลาดอีกหรอก เอ้า นี่”

“เขาสัมผัสกับโลหะเย็นชืด เมื่อมองไป  เจเรทีแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง  พ่อกำลังยื่นกล้องถ่ายรูปมาให้เขา “เร็วซิ” พ่อพูดเบา ๆ “มันคงไม่แกร่วอยู่แถวนี้ทั้งวันหรอกนะ”

เป็ดป่าหางจุดตัวใหญ่ตัวหนึ่งค่อย ๆ ร่อนปัดไปปัดมา ก่อนสัมผัสผิวน้ำอยู่กลางกลุ่มนกต่อพอดี  พ่อของเจเรมีตบมือเสียงดังราวกับเสียงปืนลั่น เจ้าเป็ดตัวงามทะยานขึ้น ขาหดเข้า หัวเชิดสูง ปีกกระพือสุดแรง อกขาว ๆ พะเยิบพะยาบ แล้วบินลับหายไป

“เจเรมีลดกล้องถ่ายรูปลง “ผมได้ตัวมันแล้ว” ใบหน้าเขาแช่มชื่น

“ได้แน่นะ”  พ่อตบบ่าเขาเบา ๆ “เก่งมากลูก”  เขาจ้องมองดูลูกชาย เจเรมีมองเห็นแววตาเปี่ยมด้วยความรัก ความอาทรระคนความภูมิใจ ไม่มีวี่แววความผิดหวังเจือปนอยู่บนใบหน้าพ่อเลย “ไม่เป็นไรลูก  ถึงอย่างไรพ่อก็คงยังรักการยิงปืนอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่าลูกต้องชอบมันด้วย บางทีการที่เราไม่ทำ  ก็ต้องอาศัยความกล้ามาก ๆ เท่ากับการที่เราจะทำมันลงไปเหมือนกัน”  พ่อเงียบไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

“ลูกคิดว่าจะสอนวิธีใช้ไอ้เจ้ากล้องนั้นให้พ่อบ้างได้ไหม”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s