แค่เพียงชี้เข้าหาตัวเอง ปัญหาความขัดแย้งในการทำงานก็ลดลงได้

ปกติคนเรา มักจะไม่ค่อยมองว่าตนเองผิด หรือไม่ดี เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่มักจะคิด และทำ ก็คือ หาคนผิด และไม่ค่อยคิดว่าตนเองผิด มักจะมองหาความผิดของคนอื่นก่อน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มักจะชี้ออกไปจากตัวเอง ไม่เคยชี้เข้าหาตัวเองก่อนเลย

ในการทำงานก็เช่นกัน ยิ่งในองค์กรที่จะต้องมีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงาน และมีการกำหนดตัวชี้วัดผลงานที่ชัดเจน ก็ยิ่งต้องทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้เป้าหมายขององค์กรบรรลุให้ได้ ซึ่งในการทำงานร่วมกันนั้นย่อมที่จะต้องมีความขัดแย้งในการทำงานเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

สิ่งที่เรามักจะเห็นและได้ยินก็คือ

  • “ที่ผมไม่สามารถผลิตได้ตามเป้าหมายก็เพราะฝ่ายจัดซื้อส่งวัตถุดิบมาให้ช้ากว่าที่กำหนด”
  • “ที่ผมส่งมาให้ช้า ก็เพราะทางฝ่ายบัญชีไม่ยอมทำเรื่องจ่ายเงินให้ผู้ขายสักที”
  • “ก็เอกสารที่ต้นทางส่งมา และหลักฐานของผู้ขายไม่ครบก็เลยจ่ายไม่ได้ ทำไมไม่หามาให้ครบล่ะ”

หรือ

  • “ลูกค้าบ่นมาว่า สินค้ามีข้อผิดพลาดเยอะมาก ฝ่ายผลิตทำไมไม่มีการตรวจสอบคุณภาพกันให้ดีก่อน”
  • “ผมก็ดำเนินการตามคุณภาพที่กำหนดไว้ทุกอย่าง แต่สเปคที่ส่งมามันผิดตั้งแต่ฝ่ายออกแบบแล้ว”
  • “ผมก็ออกแบบตามก็ปกตินะครับ แต่สิ่งที่ลูกค้าบอกเรามันไม่ชัดเจนมากกว่า”

หรือ

  • “ทำไมฝ่ายบุคคลถึงหาคนให้ผมได้ช้ามาก แถมยังไม่ตรงกับคุณสมบัติที่กำหนดไว้ด้วย”
  • “ก็หาได้ตรงกับที่เขียนไว้เลยนะ ถ้ามันจะไม่ตรงก็เพราะคุณไม่ระบุให้มันชัดเจนมากกว่า”
  • “คุณเองก็เป็นฝ่ายบุคคล ก็น่าจะรู้อยู่นะว่า ผมต้องการคนอย่างไรแบบไหน แบบนี้มันไม่มืออาชีพเลย”
  • “จริงๆ คุณเองต้องรู้มากกว่าผมด้วยซ้ำไป ว่าต้องการคนแบบไหน ถ้าไม่ระบุมาให้ชัด เราก็หาได้ตามที่เขียนไว้”

ฯลฯ

คุ้นๆ กับบทสนทนาข้างต้นบ้างหรือไม่ครับ สังเกตนะครับทุกประโยคจะเป็นการชี้ออกจากตัวเองบอกว่า คนอื่นผิด ตนเองไม่ผิดอะไร ที่ตนเองทำไม่ได้ ก็เพราะคนอื่นทำผิดมาทั้งสิ้น ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ความขัดแย้ง และข้อโต้แย้งที่จะปกป้องตนเองว่า ตนเองไม่ได้ผิด ต่างคนก็ต่างจะปกป้องตนเองทั้งสิ้น

แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ ให้เป็นการชี้เข้าหาตัวเอง มองว่าเป็นความผิดพลาดของตนเองที่ทำให้งานไม่สำเร็จ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

  • “ที่ผมไม่สามารถผลิตได้ตามเป้าหมายก็ผมไม่ได้ตรวจสอบกับทางจัดซื้อก่อนว่า วัตถุดิบล๊อตนี้จะเข้ามาเมื่อไหร่ ก็เลยวางแผนผลิตไปก่อนโดยที่ข้อมูลยังไม่เพียงพอ ก็เลยทำให้มีปัญหาเรื่องผลผลิตตามมา”
  • “ทางผมเองก็ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารของทางผู้ขายให้ดีก่อน ว่าครบหรือไม่ ก็เลยทำให้เอกสารที่ส่งไปยังฝ่ายบัญชีไม่ครบถ้วน ก็เลยทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินผู้ขายได้ วัตถุดิบก็เลยมาช้ากว่ากำหนด”
  • “ทางผมเองก็ไม่ได้ย้ำอีกครั้งว่า ผู้ขายรายนี้เป็นกรณีพิเศษที่จะต้องมีการขอเอกสารมากกว่าปกติ ครั้งถัดไปผมจะทำบันทึกแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้าในกรณีที่มีผู้ขายแบบพิเศษแบบนี้อีก จะได้แก้ปัญหาการผลิตได้ตรงแผนงานที่กำหนดไว้”

บทสนทนาข้างต้น เป็นการเปลี่ยนจากการชี้ออกไปโทษคนอื่น ให้ชี้กลับมาที่ตนเอง ทุกคนคิดและวิเคราะห์ถึงความผิดพลาดของตนเองที่ทำให้งานไม่ได้ตามเป้าหมาย และบอกถึงแนวทางในการแก้ไขครั้งถัดไป ถ้าทุกคนรู้ว่าตนเองพลาดอะไร และยอมรับ ก็จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันลดน้อยลงไปได้ เพราะปกติแล้วคนเราจะไม่ชอบการกล่าวหากันอยู่แล้ว พอไม่กล่าวหากัน ก็จะเกิดความร่วมมือกัน และเกิดการให้อภัยและการยอมรับกันได้มากขึ้น

วันนี้เราพร้อมที่จะชี้เข้าตัวเองกันหรือยังครับ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s