ธุรกิจครอบครัว กับปัญหาเรื่องของการบริหารคน

ปัจจุบันนี้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจบ้านเรามากขึ้น ดังจะเห็นได้จากกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่เกิดใหม่มากมาย ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก็เลยทำให้ Start-up เกิดขึ้นเยอะ และก็ตายไปก็เยอะเช่นกัน ช่องทางในการทำมาหากิน เริ่มมีช่องทางแปลกๆ ใหม่ๆ มากขึ้น วิธีการแบบเดิมๆ ก็เริ่มที่จะใช้การไม่ได้ ก็เลยทำให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลางที่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่ทำธุรกิจมานานกว่า 10 ปี และเป็นธุรกิจที่เคยทำมาค้าขึ้นในยุคหนึ่ง เริ่มที่จะเห็นว่า ระบบเดิมๆ วิธีการเดิมๆ ที่เคยใช้ และเคยรุ่งเรืองมาก่อนนั้น เริ่มใช้งานไม่ได้ ความต้องการของลูกค้าที่ลึกขึ้น มากขึ้น ซับซ้อนขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น คู่แข่งใหม่ๆ แบบ Start-up ต้นทุนต่ำก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยเริ่มที่จะต้องคิดที่จะปรับตัวให้เข้ากลับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหล่านี้

แต่ปัญหาก็คือ พอคิดจะเริ่มเปลี่ยนแปลงก็เริ่มติดขัดในทันที ติดขัดอะไรบ้างลองมาดูกันครับ

  • พนักงานไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยน องค์กรที่อยู่มานาน และยิ่งถ้าเป็นธุรกิจครอบครัว ก็จะมีกลุ่มพนักงานเก่าแก่อยู่กลุ่มหนึ่งที่อยู่ทำงานกับบริษัทมาตั้งแต่ก่อตั้ง พนักงานกลุ่มนี้ทำงานกับนายใหญ่มาทุกอย่าง จนกระทั่งบริษัทประสบความสำเร็จ และคนกลุ่มนี้ก็จะยึดมั่นถือมั่นในความสำเร็จของตนเองที่เคยทำไว้ ระบบงานต่างๆ ที่เคยสร้างขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก็ยังเชื่อว่าระบบงานเหล่านี้ ยังคงใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ก็เพราะระบบงานเก่าๆ แบบนี้แหละที่ทำให้บริษัทเจริญมาได้ทุกวันนี้ ด้วยความเชื่อเหล่านี้เอง ที่ทำให้พอถึงเวลาที่องค์กรจะต้องปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็จะเกิดปัญหาว่า พนักงานไม่อยากจะเปลี่ยน ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง บางคนถึงกับขู่นายว่า ถ้าเปลี่ยนระบบงานใหม่ ก็จะขอลาออกเลยก็มี

 

  • พนักงานมีข้อจำกัดมากขึ้น ด้วยอายุงาน และอายุตัวที่มากขึ้นของพนักงานรุ่นแรกๆ ก็เลยทำให้พนักงานบางคนที่ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่คิดต่อต้านอะไรนั้น มีข้อจำกัดอีกเช่นกัน อาจจะด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วมาก และองค์กรเองก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีเหล่านั้น พอถึงเวลาจะปรับ มันก็เลยก้าวกระโดดมากๆ จนทำให้พนักงานรุ่นเก่าเกิดอาการตกใจ และไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ทันต่อเวลาที่องค์กรต้องการ พนักงานบางคนท้อใจมากที่พยายามแล้วแต่ก็ไม่ได้อย่างที่นายต้องการสักที พอจะรับพนักงานใหม่เข้ามา ก็กลัวว่าพนักงานเก่าจะรู้สึกไม่ดี ก็เลยเป็นปัญหาติดพันมาเรื่อยๆ สำหรับการบริหารคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่

 

  • พนักงานคิดอะไรไม่ค่อยออก ปัญหาอีกประการหนึ่งที่พบเยอะก็คือ พนักงานไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีการคิดหาทางออกใหม่ๆ หรืออาจจะคิดไม่ออก สาเหตุก็เพราะ การทำงานที่ผ่านมา ไม่ได้ฝึกให้พนักงานได้คิด แต่เป็นการทำงานแบบนายสั่ง ลูกน้องทำตาม ทำแบบนี้มานานมาก จนพนักงานเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำนี่แหละคือสิ่งที่เขาคิดแล้ว พอถึงเวลาที่จะต้องคิดแก้ไขปัญหาจริงๆ และต้องหาทางออกใหม่ๆ บ้าง ก็เริ่มจะตันและคิดอะไรไม่ออก คิดไปคิดมาก็วนเวียนอยู่กับวิธีการเดิมๆ ที่เคยทำมาตลอดเวลา

 

  • พนักงานไม่รู้ว่าจะโตไปไหน เพราะด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัว ผู้บริหารระดับสูงก็เล็งลูกหลานไว้แล้วว่าจะต้องมีสืบทอดกิจการต่อไป พนักงานที่ทำงานมานาน ก็รู้ตัวว่าทำงานให้ตาย ก็ไม่ได้ขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแน่นอน ก็เลยมองไม่เห็นอนาคตในการทำงานของตนเอง บางคนก็ทำงานไปเรื่อยๆ ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ Career Path ของบริษัทเองก็ไม่ค่อยจะชัดเจน เพราะที่ทำกันมา ก็ทำกันด้วยใจ ไม่มีเส้นทางความก้าวหน้าอะไร แต่ยุคนี้จะมาทำงานกันด้วยใจเพียงอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ ความต้องการของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ธุรกิจครอบครัวต้องเริ่มบริหารงานกันอย่างมืออาชีพมากขึ้น เพื่อที่จะได้เก็บรักษาพนักงานมือดีไว้สร้างธุรกิจให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยเช่นกัน

พอเจอกับปัญหาเหล่านี้ ก็เลยทำให้ผู้บริหารระดับสูงหลายคน เริ่มท้อแท้ และคิดว่า องค์กรของตนเองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ แต่ผู้บริหารรุ่นใหม่บางคน ก็ไม่สนใจคนเก่าแก่เลยก็มี กำหนดนโยบายใหม่ออกมา และถ้าใครทำไม่ได้ หรือมีปัญหาในการทำงาน ก็จะมีนโยบายจากกันด้วยดี เพื่อเปลี่ยนถ่ายคนรุ่นเก่า ให้กลายเป็นคนรุ่นใหม่ วิธีนี้ก็อาจจะได้ผลเร็ว แต่ก็จะเกิดปัญหาขวัญกำลังใจของพนักงานที่เคยทำงานอยู่กับองค์กรมานาน

ผู้บริหารบางคนก็ใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป พนักงานเก่าแก่คนไหนที่พอมีศักยภาพ ก็จะพัฒนาต่อยอดออกไป ด้วยเหตุผลที่ว่า พนักงานกลุ่มนี้มีประสบการณ์ในการทำงานมาอย่างโชกโชน แค่เพียงเราเพิ่มแนวคิด และวิธีการบริหารจัดการในสมัยใหม่เข้าไป ก็น่าจะทำให้คนกลุ่มนี้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ แต่วิธีนี้จะมีข้อจำกัดก็คือ ผลลัพธ์ทางธุรกิจอาจจะช้า ไม่ได้ดั่งใจผู้บริหารระดับสูงสักเท่าไหร่ อีกทั้งยังต้องอาศัยเวลาในการพัฒนาคนรุ่นเก่าซึ่งก็อาจจะช้ามาก แต่ข้อดีก็คือ ขวัญกำลังใจของพนักงานไม่เสีย

และสุดท้าย บางองค์กรสู้ไม่ไหว กับการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และไม่สามารถที่จะนำเอาระบบงานใหม่เข้ามาได้เลย แม้แต่พนักงานใหม่มือดีที่รับเข้ามา ก็โดนพนักงานเก่ามือไม่ดี บีบจนไม่สามารถที่จะทำงานได้ ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับบริษัทได้ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง องค์กรแบบนี้ ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน ก็คงค่อยๆ ล้มหายตายจากไป

โดยสรุปแล้ว ปัญหาที่กล่าวมานั้น มีทางออกแน่นอน อยู่ที่ผู้นำขององค์กรว่าจะยืนหยัดในเป้าหมายขององค์กรสักแค่ไหน และถ้ารักที่จะผ่าตัดองค์กรให้ไปสู่สมัยใหม่ให้ได้ ก็ต้องยอมที่จะเจ็บ และเป็นแผลกันบ้าง แต่ก็ยังสามารถที่จะรักษาได้ และเมื่อแผลหายแล้ว ก็จะกลายเป็นองค์กรใหม่ที่ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดี

Advertisements

2 คิดบน “ธุรกิจครอบครัว กับปัญหาเรื่องของการบริหารคน

    • ก็ต้องทำให้เป็นระบบสากลมากขึ้นครับ ไม่ใช่ทุกอย่างขึ้นอยุ่กับเจ้าของเพียงอย่างเดียว ตัวเจ้าของเองก็ต้องเปิดมุมมองเรื่องของการบริหารและพัฒนาคนให้มากขึ้นครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s