“เงินเดือนก็ตัน แถมไม่ได้ขึ้นเงินเดือน แล้วจะสร้างผลงานที่ดีไปทำไม”

เคยได้ยินพนักงานในองค์กรของเราบ่นคล้ายๆ แบบนี้หรือไม่ครับ “เงินเดือนตัน ไม่มีการปรับเงินเดือน ทำงานดีแค่ไหน ก็รุ้ว่าไม่ได้ปรับแน่นอน อีกทั้งโครงสร้างเงินเดือนก็ไม่มีการปรับมานานแล้ว แล้วแบบนี้จะทำงานสร้างผลงานที่ดีไปทำไม”

คำบ่นนี้ผมได้ยินจากพนักงานที่เดินมาบ่นกับผม หลังจากที่ได้รับทราบการเปลี่ยนแปลงของระบบการบริหารผลงานใหม่ขององค์กร เขาบ่นในลักษณะที่ว่า จะทำไปทำไมเรื่องของการบริหารผลงาน ทำไปพนักงานก็ไม่อยากทำงาน เพราะรู้ว่าทำงานให้ดีแค่ไหน ระบบการให้รางวัลของบริษัทมันก็ไม่เอื้ออะไร เนื่องจากบริษัทนี้ไม่ได้ปรับโครงสร้างเงินเดือนมานานแล้ว พนักงานเองก็เงินเดือนชนเพดานกันไปเกือบหมด ทำงานสร้างผลงานให้ตาย ก็ไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน หรือถ้ามีก็ขึ้นให้แค่นิดเดียว แบบนี้จะทำงานกันไปทำไม

นอกจากนี้ยังบ่นต่ออีกว่า “ไม่ใช่แค่เพียงไม่อยากสร้างผลงาน เรื่องของการพัฒนาตนเอง ก็ไม่อยากจะไปเลย ส่งไปอบรม ไปเรียนรู้ เรียนแล้วจะได้อะไร เงินก็ไม่ได้สักบาท แถมทำงานก็ไม่ได้รับการปรับเงินเดือนสักที”

แล้วพนักงานท่านนี้ ก็ตัดสินใจแน่วแน่มากว่าจะไม่ทำอะไรแล้ว เพราะทำไปแล้วได้ไม่คุ้มเสีย ก็เลยทำงานแบบไปวันๆ ทำงานแบบแค่มาทำงาน แต่ไม่สนใจ หรือใส่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับองค์กรบ้าง ถ้าผลงานของเขาออกมาไม่ดี จะต้องทำให้หน่วยงานอื่นต้องทำงานซ้ำแค่ไหนอย่างไร ไม่คิดไม่สนใจใดๆ หัวหน้าส่งไปอบรม ก็ไปบ้าง ไม่ไปบ้าง ถ้าไป ก็ไปเซ็นชื่อแล้วก็ไม่เรียน ฯลฯ เวลาผ่านไปพนักงานคนนี้ก็ไม่มีผลงาน และไม่มีความรู้เพิ่มขึ้น ไม่มีทักษะอะไรมากขึ้นที่จะบอกได้ว่า เขามีความพร้อมในการทำงานที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้เลย

เราลองมาดูพนักงานอีกคนหนึ่ง

พนักงานคนนี้ เงินเดือนตันเหมือนกัน และไม่ได้รับการปรับเงินเดือนเหมือนกันกับคนแรก แต่พอได้ฟังระบบ HR ใหม่ที่ผู้บริหารตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง ก็เกิดความมุ่งมั่นว่า อยากที่จะพัฒนาตนเอง อยากที่จะสร้างผลงานที่ดีขึ้น แม้ว่าเงินเดือนจะไม่ได้ขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังอยากที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และคิดเผื่อไว้ในใจว่า “ถ้าวันหนึ่งบริษัทเรามีการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนขึ้นมาเมื่อไหร่ เงินเดือนของเราก็จะไม่ตัน แล้วเมื่อถึงวันนั้น ด้วยผลงานที่ดีขึ้น ความความรู้ความสามารถที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะทำให้เรากลายเป็นพนักงานที่มีคุณค่า และน่าจะทำให้ผู้บริหารมองเห็นถึงความสำคัญของเราในฐานะพนักงานที่มีผลงานที่ดีคนหนึ่ง”

เมื่อพนักงานคนนี้คิดแบบนี้ เขาก็เริ่มลงมือทำแบบนั้นจริงๆ วางแผนผลงาน กำหนดเป้าหมายในการทำงาน และพยายามที่จะทำงานให้ได้ตามเป้าหมาย เวลาที่มีอะไรที่ต้องปรับปรุงและพัฒนา ก็ตั้งใจเรียน อบรม และพยายามเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการทำงานให้กับตนเองอยู่เสมอ

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้บริหารได้มีการปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนใหม่ หลังจากที่ไม่ได้ปรับมานานกกว่า สิบปี และมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่ มีการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ที่ท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม และเมื่อทุกอย่างลงตัว ก็ถึงเวลาที่จะต้องเฟ้นหาพนักงานภายในองค์กรที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่ทีเกิดขึ้น

คำถามก็คือ ถ้าท่านเป็นผู้บริหาร ท่านจะเลือกพนักงานคนไหน ระหว่างคนที่หนึ่ง กับคนที่สอง

เรื่องราวที่เขียนมานี้ เป็นเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นกับองค์กรหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยทำระบบ HR แค่เพียงทัศนคติเชิงบวกที่มีต่อการทำงาน และไม่คิดแค่เพียงว่า ถ้าไม่ได้ค่าตอบแทนที่ดีก็จะไม่ทำ คิดแบบนี้ไม่มีทางที่จะทำให้เราเติบโตได้เลย เนื่องจากนายจ้างเองก็คิดเหมือนกันว่า แล้วพนักงานมีอะไรดี ทำอะไรให้องค์กรได้บ้าง ถ้าไม่เห็นผลงานหรือศักยภาพที่ดี ก็ไม่ให้เช่นกัน

พนักงานที่มีทัศนคติที่ไม่ดี สร้างข้อจำกัดให้กับตัวเองอยู่กับแค่เพียงเหตุผลว่าเงินเดือนตันแล้ว และตัดสินใจปิดอนาคตตัวเองให้ตันไปพร้อมกับเงินเดือนด้วย วันหนึ่งเมื่อองค์กรมีความพร้อม มีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนกันใหม่ พนักงานคนนี้ก็จะเป็นพนักงานคนสุดท้ายที่ผู้บริหารจะมอง จริงมั้ยครับ

ผิดกับพนักงานอีกคนที่คิดบวก และไม่ยอมให้อนาคตของตนเองต้องตันไปพร้อมกับโครงสร้างเงินเดือน แต่กลับพยายามพัฒนาตนเอง ไปเรื่อยๆ พยายามสร้างผลงานที่ดีให้เห็นอยู่เสมอ พนักงานคนนี้จะอยู่ในสายตาของผู้บริหารแน่นอน

ผมเคยถามพนักงานคนที่สอง ที่คิดบวก ว่า “ทำไมพี่ถึงตัดสินใจทำแบบนี้ เงินเดือนก็ตันแล้วไม่ใช่หรอ” พี่เขาตอบง่ายๆ ว่า

“ไม่อยากให้ชีวิตต้องตันไปพร้อมกับเงินเดือน เงินเดือนไม่ขึ้น แต่เราก็เก่งขึ้นได้ เรายังเรียนรู้ได้ ยิ่งถ้าเราสร้างตัวเองให้เก่งขึ้นมากเท่าไหร่ เราก็จะเป็นที่ต้องการตัวมากขึ้นเท่านั้น ถึงเวลาถ้าบริษัทเราไม่ต้องการเราจริงๆ และเราสร้างตัวเองจนเก่งขึ้นจริงๆ  ก็ยังเชื่อว่ามีคนอื่นที่เขาต้องการเราแน่นอน ถ้าเราพร้อม ผิดกับคนที่ไม่พัฒนา ไม่เรียนรู้ มีแต่จะคิดลบไปวันๆ คนแบบนี้คงไม่มีใครต้องการตัวแน่นอนไม่ว่าจะเป็นบริษัทเราเอง หรือบริษัทอื่นๆ ก็ตาม”

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดแบบไหนครับ

Advertisements

6 คิดบน ““เงินเดือนก็ตัน แถมไม่ได้ขึ้นเงินเดือน แล้วจะสร้างผลงานที่ดีไปทำไม”

  1. ผมคล้าย แบบคนที่ 2 ทำหมดทุกอย่าง อยากให้ทำอะไรก็ทำหมด ไปแบรม เป้นตัวแทน กิจกรรมฯ
    งานในความรับผิดชอบ มีตัวอย่างดีๆเปลี่ยนแปลง นายชมบ่อย…….แต่แบบที่ 1 ได้รับการโปรโมท ???? งง เลย แถม กำลังโอนงานโครงการใหญ่ให้ทำเพิ่มอีก ไม่ไหวละ

  2. บทความที่เขียนข้างต้นดูผิวเผินคือการสนับสนุนคนที่เสียผลประโยชน์จากการทำงานให้ตั้งใจทำงานให้กับบริษัท แต่ถ้ามองอีกแง่มันคือการเข้าข้างบริษัทคือเชิงสื่อเปรียบเทียบให้พนักงานเห็นว่่าการทุ่มเททั้งกายใจแต่ไม่ได้ความก้าวหนัาตอบแทนกลับคืนเป็นเรื่องที่ควรทำ(เข้าใจอย่างนี้) และคาดหวังโอกาส ลมๆแล้ง ๆ ที่ไม่แน่นอนว่าถ้ามาถึงแล้วจะได้ ดูอย่างความเห็นข้างบน ทุ่มเทแล้วไม่ได้รู้สึกยังไง มีกำลังใจทำต่อมั้คุณ mall มีใครบ้างลงทุนแล้วไม่อยากได้กำไร ทุกคนหวังอยากได้ความก้าวหน้าด้วยกันทั้งนั้นเพื่อครอบครัวและคนข้างหลังที่รอเราอยู่ ไม่ใช่ไม่เคยเป็นแบบตัวละครที่สอง เคยทำมาหลายครั้งแล้วแต่มันไม่แน่นอนที่สำคัญชวดอีกตะหากเพราะปัจจัยต่าง ๆ จนวันนี้ได้คำตอบว่าควรทำอย่างไร

    เราเป็นเสมือนตัวละครที่สองที่กำลังกลายเป็นตัวละครตัวแรกของบทความ ซึ่งเรากำลังพิจรณาตัวเองและหาโอกาสอาจเหนื่อยหน่อยแต่ต้องทำ ในเมื่อบริษัทไม่สามารถให้เราได้หรือให้ได้แต่ไปให้คนอื่นโดยไม่เหลียวแลเรา เราก็ต้องช่วยตัวเองแล้ว คงไม่รอโอกาสลมๆแล้งๆ จากบริษัทอีก(เรารอมานานมากแล้ว เพื่อนรุ่นเดียวเขาแซงเราไปไกลแล้วและรุ่นน้องก็มาแซงเราไปอีกจะให้เราทำไงดี) จะรู้ได้ไงว่าบริษัทจะพิจรณาเพื่อให้ผลประโยชน์ถ้าทุ่มเทในครั้งถัดไป หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้หมดโอกาสในครั้งต่อๆ ไปล่ะ มิเสียเปล่าเหรอ พ่อ แม่ ลูก สามี รออยู่ที่ตรากตำทุ่มเททำงานก็เพื่อคนข้างหลังทั้งนั้น คงไม่ทำการทำการกุศล ยังไม่รวย เราไม่ใช่คนขยันแต่ก็ไม่ใช่คนขี้เกรียจถ้าเป็นเรื่องงานเราคิดว่าความรับผิดขอบเราไม่แพ้ใครทำงานตีสองตีสามประส่านงานกับลูกค้าไม่มีใครรู้ แค่คนในทีมย่อยและหัวหน้าเก่าของเราที่รู้ จนงานสำเร็จลุร่วงไปหัวหน้าไม่เหนื่อยหลับสนิทไม่ต้องกังวลกับงานแต่วันนี้เราได้อะไรบ้างไม่เลยคนที่ได้คือคนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นครึ่งชามลวกๆ ขอให้เร็จไปแต่ไมีมีคุณภาพเรารู้เพราะเคยดีลงานด้วย และคนอื่นอีกหลายคนที่ได้ซึ่งไม่ใช่เราบอกตามตรงเสียใจมาก ๆ ไม่อยากทนอีกแล้ว คนที่ไปสุมภาษณ์ทำบทความข้างต้นเราเชื่อว่าตัวละครแรกเขาบอกคุณไม่หมดหลอก เพราะบางเหตุผลก็เป็นเรื่องส่วนตัวน่ะฉะนั้นไม่อยากให้ตัดสินว่าตัวละครแรกไม่ดีเสมอไป

    บุคคลที่จะเป็นแบบตัวละครที่สองได้โดยไม่เปลี่ยนเป็นแบบตัวละครแรก มีได้ไม่กี่ประเภทตามที่เข้าใจคือ

    1) พอใจและมีความสุขกับงานจริงๆผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องหลัก
    2) ไม่หาโอกาสหรือไมีคิดจะย้ายงานเนื่องจากอยู่ตัวแล้วไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองอีก
    3) ตำแหน่ง, รายได้มากเพียงพออยู่แล้ว อาจเหลือเก็บด้วยได้เพิ่มเป็นเรื่องดีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
    4) ไม่มีภาระต้องรับผิดชอบ เช่น ไม่ต้องผ่อนบ้าน ไม่มีลูก ไม่ต้องเลี้ยงพ่อแม่ หรือไม่คิดจะสร้างอานาคต

    จากบทความนี้อยากสื่อถึงองค์กร,บริษัท, หรือหัวหน้างานทุกท่านควรหาโอกาสตอบแทนให้พนักงานที่ตั้งใจทำงานดีอยู่แล้วและ กระตุ้นพนักงานที่เสียไปกำลังใจไปให้กลับคืนมา (ซี่งเป็นผลมาจากการกระทำของท่านๆ ทั้งหลาย, บริษัท) ก่อนที่จะเสียคนดีมีฝีมือไป ผลประโยชน์ก็ควรตามแต่ผลงานที่ทำ ไม่ใช่ให้พนักงานต้องทนทำงาน แต่บริษัทรับผลประโยชน์ช้างเดียว หรือไปซำ้เติมพนักงานที่หมดกำลังใจในการทำงานโดยไม่ให้ผลประโยชน์เขาแต่ ไปให้เฉพาะคนที่ยอมสละเพื่อทำการกุศลให้บริษัท

    • เจตนาของบทความนี้ก็คือ เพื่อให้มีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง ไม่ใช่เอะอะอะไร ก็ไม่ทำงาน เพราะเงินเดือนน้อย เงินเดือนไม่ขึ้น งั้นไม่ทำ ไม่ได้เข้าข้างนายจ้างอะไรเลย ถ้าเราพร้อม เราก็เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งถ้าเราไปสมัครงานใหม่ มันก็เป็นโอกาสของเรามากกว่าการที่เราไม่คิดจะพัฒนาอะไร ทั้งๆ ที่องค์กรเองก็ตั้งใจอยากให้เราพัฒนาอยู่แล้ว การที่เราทุ่มเทแแล้วนายไม่เห็น แปลว่า เราไม่ต้องทุ่มเทแล้วใช่หรือไม่ นั่นแปลว่า เขาไม่คู่ควรกับเรามากกว่า นายอาจจะมองไม่เห็นเพราะด้วยอะไรมาบังตา แต่ถ้าเอาสาเหตุนี้มาทำให้เราไม่คิดทำงาน ไม่คิดพัฒนาตนเอง แบบนี้ มันจะดีต่อตัวเราเองหรอครับ ถามจริงๆ ถ้าทำดีแล้วไม่ได้ดี แปลว่าไม่ต้องทำดีใช่หรือไม่ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ทำไมต้องทนทำงานอยู่กับที่นี่ล่ะครับ ทำไมไม่เปลี่ยนที่ทำงาน ถ้าเราคิดว่าราดีพอ เราพร้อม เราเก่งพอ ที่อื่นก็พร้อมที่จะอ้าแขนรับอยู่แล้ว ถ้าเราพยายามมากพอ แต่การทนอยู่แล้วไม่ทำอะไร อีกทั้งยังนั่งบ่นว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี แบบนี้จะดีต่อชีวิตเราอย่างไรครับ ด้วยความเคารพนะครับ

  3. ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ ที่เขียนมาคือมุมมองของพนักงานค่ะก็แค่อยากให้บริษัท, นายจ้าง, หรือหัวหน้างานเห็นความสำคัญของคนที่ตั้งใจทำงาน “อย่างยุติธรรม” เพราะทุกวันนี้เข้าใจว่าเกือบทุกที่ทุกบริษัทมีพนักงานที่ประสบปัญหานี้อยู่ไม่น้อยและอีกนัยหนึ่งทำให้บริษัทเองไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ ถ้าบริษัทไม่เพิกเฉยจุดนี้ไปก็จะน่าได้ประโยชน์มากขึ้น

    จากประโยคในกระทู้ที่ตอบข้างบนที่ว่า “การที่เราทุ่มเทแแล้วนายไม่เห็น แปลว่า เราไม่ต้องทุ่มเทแล้วใช่หรือไม่ นั่นแปลว่า เขาไม่คู่ควรกับเรามากกว่า” ณ เวลานี้ขอเปลี่ยนการกระทำของตนเองจากการทุ่มเทเป็นการรักษาหน้าที่ไม่ให้เกิดความบกพร่องน่าจะถือว่าเหมาะสมมากกว่าค่ะ คงไม่ถึงขนาดไม่ทำอะไรเลย แล้วขอเอาเวลาเอาไปทุ่มเทกับสิ่งที่มั่นใจกว่า เมื่อใดบริษัทสามารถสัญญาได้ว่าจะไม่ทิ้งกันและพร้อมจะก้าวไปด้วยกันจริง ๆ คำว่าทุ่มเทคงมีให้ได้ไม่ยากค่ะ เพราะตอนนี้ไม่มั่นใจแล้วกับสิ่งที่บริษัทกระทำกับพนังงาน

    ในเรื่องของการพัฒนาตนเองก็ทำซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ที่คุณเจ้าของบทความแนะนำ ไม่ถอยแน่นอนอีกทั้งจะทำมากกว่าเดิมด้วยตนเองไม่ได้รอบริษัทส่งเสริมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสข้างหน้าที่ในอานาคตค่ะ

    สุดท้าย เป็นบทความที่ดีมาก ๆ ค่ะแต่ดิฉันมองอีกมุมซึ่งเป็นมุมของพนักงานซึ่งต่างออกไปจากที่คุณเจ้าของบทความต้องการจะสื่อจริง ๆ นั่งคือมุมของผู้ที่หวังดีต่อตัวพนักงาน ในส่วนดีจากบทความและกระทู้ที่ตอบถ้าเป็นประโยชน์ขออนุญาตินำไปปรับใช้ค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

    Thanyathorn J. (Biw)

  4. เห็นด้วยกับ อาจารย์ อย่างไรซะ การพัฒนาตนเองก็ควรมีตลอด ไม่ว่าจะ ได้รับการปรัง ตำแหน่ง หรือ เงินเดิอนหรือไม่
    ถ้าเราไม่ไหว ที่จะอยู่ที่เดิม เราก็ควรเปลี่ยนงาน และ ความสามารถ หรือ การพัฒนาใหม่ๆ ก็จะเป็นตัวช่วยพลักดัน หน้าที่การงานใหม่อีกทางเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s