“ทำไมสอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักจำสักที เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด”

เคยบ่นลูกน้องด้วยคำพูดในลักษณะนี้หรือไม่ครับ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่องค์กรทั้งหลายต้องการให้เหล่าบรรดาผู้จัดการต้องเป็น Coach ด้วย ก็เลยต้องเน้นบทบาทของการสอนงานให้กับพนักงานมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกน้องบางคนก็เข้าใจได้เร็วมาก บางคนก็ช้า ซึ่งการเรียนรู้ของคนเราแต่ละคนนั้นจะไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ดังนั้น คนที่เป็นนาย ที่ต้องคอยสอนงานลูกน้องก็ต้องศึกษา และเข้าใจสไตล์การเรียนรู้ของลูกน้องแต่ละคนด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะให้การสอนงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สาเหตุที่ทำให้การสอนงานไม่ค่อยจะได้ผล เท่าที่ได้ประสบพบเจอมาก็พอจะสรุปได้ดังนี้ครับ

  • ผู้สอนเองไม่เข้าใจลูกน้อง ก็คือ ไม่เข้าใจว่าลูกน้องของตนเองเรียนรู้ช้า หรือเร็ว ซึ่งต้องอาศัยวิธีการสอนงานที่แตกต่างกันออกไป พอไม่เข้าใจว่าแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้อย่างไร ก็เลยสอนงานด้วยวิธีการสอนแบบเดียวกันทั้งหมดเลย

 

  • ผู้สอนสื่อสารเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากไปหมด ผู้จัดการบางคนเวลาสอนงาน ก็เอาจริงเอาจังมาก พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อทำให้เรื่องราวที่สอนนั้น มีความเป็นวิชาการ และดูดีได้มาตรฐาน ก็เลยต้องไปสรรหาคำศัพท์ต่างๆ รวมถึงทฤษฎีต่างๆ ที่ดูดีหน่อยมาพูดให้พนักงานฟัง บางคนก็พยายามที่จะทำให้การสอนงานดูเป็นทางการมากขึ้น ผลสุดท้ายก็คือ กลายเป็นการทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากไปเสีย จริงๆ แล้ววัตถุประสงค์ของการสอนงานก็คือ ทำให้พนักงานเข้าใจ และสามารถทำงานได้ดีขึ้น การที่จะทำให้พนักงานเข้าใจอะไรได้ง่ายๆ ก็แปลว่า หัวหน้าก็ต้องพูดให้เข้าใจง่ายๆ ภาษาที่ใช้ก็ต้องง่ายๆ เช่นกัน อย่าคิดว่าการพูดให้ดูยากนั้นจะทำให้เราดูเป็นผู้สอนที่เก่งนะครับ เพราะพนักงานจะรู้สึกตรงข้ามเลยครับ

 

  • ผู้สอนด่าก่อนสอน ผู้สอนบางคนเป็นประเภทขอให้ได้ตำหนิ หรือดุด่าว่ากล่าวในเรื่องของผลงานที่ไม่ดีของพนักงานก่อนที่จะสอนงาน ผลก็คือ พนักงานก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนรู้แล้ว เพราะใครจะเปิดใจเรียนรู้ได้บ้าง หลังจากที่โดนด่ามา พฤติกรรมส่วนใหญ่ของพนักงานเวลาถูกด่า ก็มักจะไม่พอใจอยู่แล้วโดยธรรมชาติ พอไม่พอใจ ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ก็ลดลงทันที ก็เลยเป็นเหตุของการที่เราบ่นบ่อยๆ ว่า สอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักจำ

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ การที่ผู้สอนจะต้องเข้าใจสไตล์การเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยเช่นกัน ก็เลยนำเอาสไตล์การเรียนรู้ 3 แบบของคนเรามาให้อ่านกันครับ

  • Visual หรือ เรียนรู้ผ่านทางสายตา บางคนถนัดที่จะใช้ตา หรือการมองเห็นในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คนประเภทที่ถนัดทางด้าน Visual นั้น โดยส่วนใหญ่ก็คือ คนที่ชอบอ่านหนังสือ หรือดูภาพ หรือ ดูวิดีโอ ซึ่งจะทำให้เขาสามารถที่จะทำความเข้าใจเรื่องราวที่กำลังเรียนรู้ได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ ดังนั้นจะสังเกตเห็นว่าพนักงานบางคนนั้น ถ้าเรามอบหมายให้ไปอ่านหนังสือสักเล่ม แล้วมาสรุปให้ฟังว่าจะเอาอะไรมาประยุกต์ในการทำงานได้บ้าง คนที่มีสไตล์การเรียนรู้แบบ Visual นั้นจะชอบมาก และจะสามารถเรียนรู้ได้เร็ว และผลที่ได้ก็จะอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจอย่างมาก

 

  • Auditory หรือ เรียนรู้ผ่านทางหู เป็นสไตล์การเรียนรู้โดยใช้ทักษะการฟังเป็นหลัก สังเกตว่าบางคนจะชอบเปิดเป็น Audio book แทนที่จะอ่านเอา ก็ใช้การฟังเป็นหลัก ผมเคยเห็นในการฝึกอบรมบางครั้งผู้เข้าอบรมบางคนไม่ต้องเปิดหนังสือเลย นั่งฟัง แล้วก็จดเป็นระยะๆ เขากลับเรียนรู้ได้ดีกว่า

 

  • Tactile หรือ การเรียนรู้ผ่านทางการลงมือทำ เป็นสไตล์การเรียนรู้ที่ต้องมีการลงมือลองปฏิบัติ หรือลองทำจริงๆ จึงจะเข้าใจ แค่ฟังหรืออ่าน คนแบบนี้จะไม่มีทางเข้าใจได้เลย ดังนั้นคนที่เรียนรู้แบบนี้ คนสอนจะต้องพยายามให้เขาได้ลงมือทำเลย ไม่ใช่แค่นั่งฟัง นั่งอ่าน แล้วก็คิดว่าจะเข้าใจได้

เมื่อทราบแบบนี้แล้ว คนที่เป็น Coach ที่ต้องการสอนงานเพื่อพัฒนาผลงานของพนักงานของตนเองนั้น นอกจากจะต้องปรับปรุงตนเองในเรื่องเทคนิคการสอนงานแล้ว ก็ยังต้องปรับวิธีการสอนงานของตนให้เข้ากับสไตล์การเรียนรู้ของพนักงานแต่ละคนด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ก็เพื่อให้การสอนงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเองครับ จะได้ไม่ต้องมาบ่นบ่อยๆ ว่า

“ทำไมสอนเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักจำ เข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาหมด พูดจนปากเปียกปากแฉะ ก็ไม่เห็นจะเข้าใจสักที”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s