องค์กรของท่านให้ความสำคัญกับ สวัสดิการด้านสุขภาพของพนักงานแค่ไหน

เมื่อวานไม่ได้ลงบทความไปหนึ่งวัน เนื่องจากไม่สบายลุกไม่ขึ้น และบทความที่เก็บไว้ก็เริ่มหมดไป ก็เลยไม่ได้ขึ้นบทความให้อ่านกัน ต้องขออภัยด้วยนะครับ และเนื่องจากการไม่สบายนี้ ได้ไปหาหมอ ซึ่งก็ไม่ได้เข้าไปในโรงพยาบาลนานมากแล้ว อย่างมากก็แค่ตรวจสุขภาพประจำปี ก็เริ่มพบว่าอัตราค่าบริการทางด้านสุขภาพ และการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนนั้น สูงขึ้นมากจริงๆ

นั่งรอหมอไป ก็คิดไปว่า ถ้าชาวบ้านธรรมดา มารักษาคงจะมีปัญหาเรื่องของค่ารักษาอย่างมากที่เดียว แถมระยะหลังๆ เองโรงพยาบาลรัฐก็พยายามที่จะเปิดคลินิกพิเศษ ซึ่งคิดราคาที่สูงขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่พอมีเงิน จนเริ่มกังวลไปว่า แล้วคนที่ไม่มีเงินจริงๆ ล่ะ เวลาที่เจ็บป่วยขึ้นมา แล้วจะไปหาหมอที่ไหน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้คุยกับคุณหมอท่านหนึ่งที่สภากาชาดไทย ซึ่งท่านเองก็ได้ให้ข้อคิดไว้ดีมากๆ ก็คือ เป้าหมายของโรงพยายาลก็คือ เพื่อรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐที่ไม่แสวงหากำไร จะต้องเน้นมากๆ ว่าสำหรับผู้ป่วยที่ยากจนจะต้องมีโอกาสเข้ามารักษา และได้รับการรักษาอย่างดี จากโรงพยาบาล

ผมฟังแล้วรู้สึกดีถึงเป้าหมายและพันธกิจ แต่ในทางปฏิบัติบางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสงสัยว่า ถ้าเราเป็นคนยากจนจริงๆ ไม่มีเงินมากพอ เข้าไปรักษาในโรงพยาบาล แล้วเราจะได้รับการรักษาแบบไหน (ไม่ค่อยอยากคิดเท่าไหร่)

ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องสวัสดิการในเรื่องของการรักษาพยาบาลที่ทุกบริษัทมีให้กับพนักงาน ก็คือ การประกันสังคม ว่าจริงๆ แล้วมันเพียงพอ และมันครอบคลุมได้จริงหรือ และสภาพของการรักษามันดีจริงๆ หรือเปล่า เห็นใครๆ ก็บอกว่า เดี๋ยวนี้การเข้าไปรักษากับโรงพยาบาลประกันสังคมนั้นดีกว่าสมัยก่อนเยอะ ซึ่งผมเองก็ไม่เถียงว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ

จากผลการสำรวจค่าจ้างเงินเดือนที่ผมทำไว้ มีบริษัทถึง 75% ที่ให้เฉพาะแค่เพียงประกันสังคมเท่านั้น ก็คือ ถ้าพนักงานจะรับการรักษาฟรี หรือใช้สิทธิก็จะต้องผ่านประกันสังคม ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะครับ

เพียงแต่แนวโน้มในระยะหลังๆ มานี้ ในเรื่องของการเก็บรักษาพนักงาน และการดึงดูดพนักงานเข้าทำงานนั้น จะเริ่มมุ่งเน้นไปที่สวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นในบางองค์กรที่มีขนาดใหญ่พอ ก็เริ่มมีการให้สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเพิ่มเติมจากประกันสังคมที่พนักงานได้รับ อาทิเช่น

  • การให้สิทธิรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลเอกชนใดก็ได้ในงบประมาณไม่เกิน xxx บาทต่อปี
  • ให้สิทธิรักษาพยาบาลครอบครัว (บิดามารดา บุตร) ในวงเงินไม่เกิน xxx ต่อปี
  • มีการซื้อประกันสุขภาพให้กับพนักงาน บางแห่งให้กับพนักงานและครอบครัว โดยมีวงเงินที่ชัดเจน
  • ให้เงินช่วยเหลือในกรณีที่เข้ารักษาในโรงพยาบาล และเกินกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ในประกันสังคม (เบิกประกันสังคมได้ ส่วนที่เกิน บริษัทออกให้ทั้งหมด)
  • มีการจัด Coach เพื่อให้คำแนะนำในเรื่องของการใช้ชีวิต เช่น การดูแลเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย เป็นต้น

และจากงานวิจัย และงานสำรวจเรื่องของปัจจัยที่จะทำให้พนักงานรู้สึกมีความสุขในการทำงานกับองค์กรที่สำรวจโดย SHRM จากประเทศสหรัฐอเมริกา ออกมาว่า เรื่องของสวัสดิการทางด้านสุขภาพนั้น มาแรงมาก ยิ่งถ้าบริษัทไหนสามารถจัดสวัสดิการเรื่องนี้ให้มากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ ก็จะยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกมีความสุขในการทำงานมากขึ้นด้วย

บ้านเราเอง ถึงแม้จะยังมีองค์กรไม่มากที่จัดเรื่องนี้ให้มากกว่ากฎหมาย แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าในอดีต องค์กรขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ก็หันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากขึ้น บางองค์กรก็ยังลังเลเพราะว่ามันคือต้นทุนที่สูงมาก

แต่ถ้าเราต้องการดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามำทำงาน และต้องการเก็บรักษาคนเก่งๆ ไว้ให้ทำงานกับองค์กรของเรา เรื่องนี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งเหมือนกันนะครับ ก็อาจจะเริ่มต้นจากระดับเล็กๆ ก่อน แล้วก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นต่อไป เมื่อองค์กรมีความสามารถในการจ่ายมากขึ้นต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s